หลักคำสอน และความเชื่อของคริสเตียน

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 11 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


หลักคำสอน และความเชื่อของคริสเตียน

*** 1. มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว ***

  1.1 พระเจ้ามีจริง และทรงสำแดงให้มนุษย์รู้จัก พระเจ้ามีจริง และมนุษย์ไม่สามารถรู้จักพระองค์ด้วยตนเอง เพราะพระเจ้าอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ และมนุษย์เป็นคนบาปจึงตกอยู่ใต้อำนาจของมาร พระเจ้าทรงสำแดง ให้มนุษย์รู้จักหลายทาง ได้แก่ ธรรมชาติ (ในความอัศจรรย์จากสิ่งที่สร้าง) จิตสำนึกผิดชอบชั่วดี (พระเจ้าใส่ไว้ ในมนุษย์ทุกคน) ประสบการณ์ตรงกับพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์ และทางพระคัมภีร์

  1.2 พระเจ้าที่เที่ยงแท้ มีเพียงองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกเหนือจากพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ แน่นอน เพียงหนึ่งเดียว และพระเจ้าอื่น เป็นเพียงสิ่งที่ซาตาน หลอกลวงมนุษย์ให้สร้างพระเจ้าไปในลักษณะต่างๆ เพื่อไม่ให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง

  1.3 พระเจ้าทรงเป็นบุคคลในลักษณะของพระวิญญาณ พระเจ้าไม่ใช่นามธรรม แต่เป็นพระเจ้าที่มีบุคลิก และลักษณะ และทรงเป็นพระวิญญาณ ไม่ได้มีเลือดเนื้อเหมือนมนุษย์ เพราะพระเจ้ามีการกระทำ มีการตัดสินใจ มีความรู้สึก ลักษณะของพระเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เราก็ สามารถสัมผัสพระองค์ ได้ด้วยจิตวิญญาณ และความจริงใจต่อพระองค์

  1.4 พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามีสูงสุด ไม่มีขีดจำกัด โดยพระองค์ทำได้ทุกสิ่ง สถิตทั่วทุกแห่งหน รู้การกระทำทุกอย่างของมนุษย์ ทรงเป็นอมตะ ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์

  1.5 พระเจ้าทรงเป็นผู้มีศีลธรรมสูงสุด มนุษย์ไม่สามารถเอามาตรฐานศีลธรรมของตนมาเทียบกับพระเจ้าได้ เพราะพระองค์บริสุทธิ์ ไม่มีบาปใดๆ   พระเจ้าทรงเป็นความรัก เป็นความจริง สัตย์ซื่อ ไม่มุสาและกลับคำ เปี่ยมด้วยความยุติธรรม และดีเพียบพร้อม โดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะเหล่านี้ไปเลย

  1.6 ตรีเอกานุภาพ : พระเจ้าเดียวแต่มี 3 ลักษณะ พระเจ้าทั้ง 3 บุคลิก คือ พระบิดา-ผู้สร้างโลก พระบุตร-พระเยซู พระวิญญาณ-สถิตกับผู้เชื่อ มีความสำคัญในฐานะเดียวกัน โดยคำว่า ตรีเอกานุภาพ แปลว่าสภาพที่ 3 เป็น 1 เดียว คริสตจักรยุคหลังได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่ออธิบาย พระลักษณะของพระเจ้าที่ปรากฎในพระคัมภีร์

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - พระเจ้ามีจริงหรือ? มีเหตุผลอะไรที่ต้องเชื่อ? | การฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ]

*** 2. พระคัมภีร์คือพระวจนะคำของพระเจ้า ***

พระคัมภีร์แบ่งเป็น 2 ภาค มีเล่มย่อย 66 เล่ม โดยมีพันธสัญญาเดิม (ภาษาฮีบรู) เป็นหนังสือที่สมบูรณ์ 500 ปี ก่อนคริสตกาล และภาคพันธสัญญาใหม่ (ภาษากรีก) ถูกจัดสมบูรณ์ปลายศตวรรษที่ 4 การบันทึกและคัดลอก พระคัมภีร์ มีขั้นตอนที่ละเอียด และระมัดระวังมาก เพื่อรักษาความถูกต้องตามต้นฉบับ

  2.1 เกิดจากการดลใจของพระเจ้า   "ดลใจ" หมายถึงการที่พระเจ้าทรงระบายลมหายใจ (พระวิญญาณ) อย่างพิเศษในมนุษย์ที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ให้มนุษย์มีคุณสมบัติที่จะเขียนความจริงของพระเจ้า บันทึกถ้อยคำ ที่ได้ยินจากพระเจ้า ความเข้าใจที่พระเจ้าประทานให้ บันทึกนิมิตที่เห็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบางตอนก็บันทึก ประสบการณ์ และความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อพระเจ้า

  2.2 เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์   พระคัมภีร์มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นความจริง ไม่มีวันตาย และคงอยู่ตลอดไป มีผลต่อ จิตใจมนุษย์ สามารถสอนคนให้ถึงความรอด ทำให้เกิดความเชื่อ และปรับปรุงแก้ไขคน ให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ให้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิต เป็นอาวุธ ที่ต่อสู้กับมารซาตานให้ชนะได้ ผู้ที่อ่านความล้ำลึกในความหมาย ต้องเป็นผู้เชื่อที่มีวิญญาณของพระเจ้านำผู้อ่านให้เข้าใจ

  2.3 เป็นหลักสูงสุดแห่งความเชื่อและการประพฤติ   พระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจให้เขียน เป็นพระวจนะ ของ พระเจ้าเองที่สื่อกับมนุษย์ เพื่อรับรู้น้ำพระทัยและดำเนินตาม ถือเป็นหลักสูงสุดของหลักการดำเนินชีวิตคริสเตียน

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - เราจะติดต่อ สื่อสารกับพระเจ้าได้อย่างไร? | พระคำนั้น สำคัญไฉน เชื่อถือได้แน่หรือ? ]

*** 3. การทรงสร้างของสรรพสิ่งทั้งปวง ***

  3.1 พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง   พระเจ้าสร้างความมืด ความสว่าง ท้องฟ้า พื้นน้ำ พื้นดิน พืช สัต์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และมนุษย์ ทุกอย่างไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่ถูกสร้างอย่างเจาะจง ตามชนิดต่างๆ ภายใน 6 วัน และวันที่ 7 เป็นวันสะบาโต

  3.2 มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาพระเจ้า   มนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น แต่พระเจ้าสร้าง และเป็นผู้ให้ลมหายใจ โดยให้มีลักษณะเหมือน Image ของพระเจ้า โดยสร้างผู้ชาย และสร้างผู้หญิงจากผู้ชาย โดยถอดแบบมาจากพระองค์ คือ มีสติปัญญาสูง มีความชอบธรรม มีจิตวิญญาณเป็นอมตะ

  3.3 มนุษย์เป็นอมตะ มีความสัมพันธ์กับพระองค์   พระเจ้าสร้างให้มนุษย์อยู่อย่างมีความสุข สมบูรณ์ ครอบครองสรรพสิ่งต่างๆ ไม่ต้องตายฝ่ายร่างกาย มีคู่อุปถัมป์เป็นชายและหญิง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดพระเจ้า พบและพูดคุยอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ปรารถนาสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพื่อได้รับการ ถ่ายทอดแบบเหมือนพระเจ้า และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป

  3.4 พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เชื่อฟังพระองค์   เงื่อนไขอย่างเดียวที่พระเจ้าตั้งไว้คือ ห้ามกินผลไม้แห่งความ สำนึกดีชั่ว ถ้ากินเมื่อไหร่จะต้องตาย เป็นต้นไม้ที่ให้ความรู้ ด้านจิตสำนึก ศีลธรรม ทั้งหมดเหมือนพระเจ้า มีความเห็นว่าพระเจ้าห้ามกินชั่วคราว แต่กะจะให้กินเมื่อถึงเวลาเหมาะสม บางความเห็นว่า พระเจ้าอยากให้เลือก ต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์แทน

  3.5 พระเจ้าควบคุมและดูแลสรรพสิ่ง   พระเจ้าไม่ได้สร้างเสร็จแล้วปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปเอง พระองค์มี แผนงานที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนสร้างโลกแล้ว ว่าท้ายที่สุดสรรพสิ่งที่สร้างจะเป็นอย่างไร เป็นแผนแห่งความล้ำลึก ซึ่งปิดบังไว้ ซึ่งแผนการณ์พระเจ้าไม่เคยผิดพลาด และสะท้อนปัญญาอันซับซ้อนของพระองค์ ในตอนสุดท้าย แผนงานนี้ จะสำเร็จและสมบูรณ์ โดยทางพระคริสต์

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - กำเนิดของแผ่นดินโลก มนุษย์ และจักรวาล | วิทยาศาสตร์กับพระเจ้า + ทฤษฎีวิวัฒนาการ ]

*** 4. ความบาปของมนุษย์ ***

  4.1 มนุษย์กลายเป็นคนบาป เพราะไม่เชื่อฟัง   มนุษย์คู่แรกละเมิดคำสั่งของพระเจ้า โดยเลือกเชื่อฟังซาตาน กินผลไม้ต้องห้ามกลางสวดเอเดน ทำให้มนุษย์ ต้องออกจากสวน เพราะมีต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์อยู่ เมื่อมนุษย์ ตกอยู่ในความบาปจากการไม่เชื่อฟัง จึงไม่สมควรกิน ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่เคยรับใช้พระเจ้า แต่คิดใฝ่สูง เทียบเทียม พระเจ้า จึงถูกขับออกจากสวรรค์ และพยายามมาล่อลวงมนุษย์

  4.2 ผลแห่งความบาป คือ ความทุกข์ ความตาย   พระเจ้าตรัสไว้แล้ว ว่าถ้าไม่เชื่อฟัง จะต้องตาย คือ ความตายฝ่ายร่างกาย และฝ่ายจิตวิญญาณ โดยจิตวิญญาณ ถูกแยกออกจากพระเจ้าเพราะบาป ไม่สามารถใกล้ชิด กับพระเจ้าได้ และธรรมชาติมนุษย์ก็เสื่อมลง ผู้หญิงต้องคลอดบุตร ซาตานต้องพ่ายแพ้ด้วยพระโลหิตพระเยซู แต่มนุษย์ก็ยังติดนิสัยบาปอยู่เสมอ

  4.3 เชื้อสายของมนุษย์ มีธรรมชาติบาปอยู่ในตัว   มนุษย์รุ่นต่อมา ได้รับผลกระทบในการเป็นคนบาปไปด้วย มนุษย์จึงมีสถานภาพบาปตั้งแต่เกิด แต่เราไม่ได้รับผลบาป จากบรรพบุรุษ หากแต่รับผิดในบาปของใครของมัน แต่หากว่า มนุษย์ไม่มีกำลังเอาชนะบาปได้เลย โดยมารตฐานของพระเจ้า ไม่มีใครเป็นคนดีได้เลย ซึ่ง พระคัมภีร์ เรียกธรรมชาติบาปนี้ว่า เนื้อหนัง

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - ความบาป เหตุที่ทำให้มนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า | พระเจ้าได้ยกบาปของท่านแล้ว ]

*** 5. พระเยซูคริสต์ ***

  5.1 พระเจ้าส่งพระเยซูไถ่มนุษย์ให้พ้นบาป   พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ดำรงอยู่กับพระเจ้า แต่แรกเริ่ม ผลของบาปคือความตาย แต่พระเจ้าก็รักมนุษย์ หาทางให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า ด้วยการไถ่ และชำระเรา ให้พ้นมลทิน ด้วยพระโลหิตของพระเยซู เป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาป

  5.2 รับสภาพเป็นมนุษย์ โดยเดชพระวิญญาณ   พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มีเนื้อหนังและบุคลิก เหมือนมนุษย์ ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ปฎิสนธิในครรภ์ ของสาวพรมจารีย์ ชาวอิสราเอล

  5.3 เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์   การที่พระเยซูเสด็จลองมาในโลกนี้ ทำให้พระองค์ทรงเป็น พระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ในเวลาเดียวกัน เพราะพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าสูงสุด และพระเยซู ก็คือ พระเจ้า โดยมีการอัศจรรย์มากมายยืนยันพระองค์

  5.4 ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ไร้บาปทั้งสิ้น   พระเยซูประกาศข่าวประเสริฐถึงแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า และพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ไม่เคยทำบาปใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์เคยถูกซาตานทดลอง แต่พระเยซูก็ เอาชนะได้ด้วยพระคำของพระเจ้า

  5.5 ยอมเป็นเครื่องสังเวยความบาปมนุษย์ให้พ้นโทษ   พระเยซูสละพระองค์เองเพื่อรับโทษตายแทนมนุษย์ ด้วยเอาชีวิตตัวเองตายแทนบนไม้กางเขน มนุษย์เป็นคนบาป ไม่สามารถตายแทนกันเพื่อชดใช้ความบาปได้ แต่ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์เห็นแก่มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งรอยแผลเฆี่ยน และความตาย พระเยซูเป็นผู้เดียวที่ ลบล้างอาชญาให้หมดสิ้นไป

  5.6 พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์   หลังจากสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว พระเยซูเป็นขึ้นมาอีกในวันที่ 3 ตรงกับคำพยากรณ์ล่วงหน้าของพระเยซู และผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม เพื่อพิสูจน์ว่าไถ่บาปสำเร็จแล้ว และพระเยซูเป็นพระบุตรพระเจ้า ให้ความหวังใจ แก่ผู้เชื่อที่จะเป็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา และพิสูจน์ว่าพระองค์มีชัยชนะต่อความตาย

  5.7 เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ประทับกับพระบิดา เพื่อทูลขอแทนผู้เชื่อ (อธิษฐานในพระนามพระเยซู) เพื่อเป็นประมุข เหนือคริสตจักร เตรียมที่อยู่บนสวรรค์สำหรับผู้เชื่อ และให้พระบิดาประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้เชื่อทุกคน

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - พระเยซู คือใคร? | คริสตมาส | พระเยซูเป็นมนุษย์หรือพระเจ้า? ]

*** 6. ความรอดของมนุษย์ ***

  6.1 รอดด้วยทางเดียว คือ เชื่อพระเยซู   เชื่อ คือ สำนึกว่าเป็นคนบาปและกลับใจสารภาพกับพระเจ้า ต้อนรับให้พระเยซูเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต พระเยซูเป็นแผนการเดียวที่พระเจ้าถือเป็นของขวัญให้มนุษย์ ถ้ามนุษย์ยังไม่เชื่อแล้ว พระเจ้าก็ไม่โปรดให้มีแผนใดอีก เป็นการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

  6.2 มีผลให้เราพ้นจากการพิพากษา และอยู่กับพระเจ้า   พระเจ้าอภัยบาปให้แน่นอนเมื่อใดก็ตามที่เรา กลับใจ พระองค์ถือว่าเรากลายเป็นคนชอบธรรม เป็นบุตรของพระเจ้า นอกจากนี้ พระเจ้าจะเปลี่ยนจิตใจ เราใหม่ ให้มีมโนธรรมสูงขึ้น และมีสันติสุข พระองค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชักนำและดูแลชีวิตเรา ให้มีอำนาจ เหนือมารร้าย และเมื่อวันสุดท้าย เราจะได้บำเหน็จ

  6.3 มนุษย์จะพ้นบาป ด้วยความดีตัวเองไม่ได้   มนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองให้พ้นบาป ด้วยการพยายาม ทำความดี รักษาศีล เพราะในสายตาพระเจ้า ไม่มีมนุษย์ซักคน ที่เป็นคนชอบธรรมด้วยความประพฤติตัวเอง แต่โดยความเชื่อเท่านั้น ที่พระเยซูจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรา เปรียบเสมือน ของขวัญที่ให้เปล่า ฟรีๆ จากพระเจ้า แก่มนุษย์ ผู้ซึ่งจริงแล้วไม่สมควรได้รับเลย

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - เราเป็นทางนั้น-เป็นความจริง-และเป็นชีวิต | ตายแล้วเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ ด้วยบัพติสมา ]

*** 7. การดำเนินชีวิตในความรอด ***

  7.1 เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต   ความเชื่อ ต้องพิสูจน์ด้วยการประพฤติ โดยทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า หลังจากต้อนรับพระเยซู ต้องพยายามรักษา และพัฒนาความเชื่อ ด้วยการแสวงหา เชื่อฟังคำสอน และร่วมใจกับ พี่น้องผู้เชื่อในคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ

  7.2 ต้องรักษาความเชื่อในพระเยซูคริสต์   ให้ดำเนินชีวิต ยึดมั่นด้วยความรัก รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ และรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง ไปตลอดชีวิต ให้อดทนต่ออุปสรรคที่จะบั่นทอนความเชื่อของเรา จนกว่าจะถึงวันที่ พระเยซูเสด็จกลับมา

  7.3 มีความสัมพันธ์กับพระเยซู   รักพระเยซู เพราะพระองค์รักเราก่อน ศึกษาและเชื่อฟังพระคัมภีร์เพื่อเติบโต ฝ่ายวิญญาณ เฝ้าอธิษฐานทุกวัน เพื่อเอาชนะการทดลอง นมัสการเพื่อนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีการประชุม และ ร่วมใจกับผู้อื่น

  7.4 เชื่อฟังการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์   พยายามเอาชนะตัวเอง และไม่ฟังเสียงของเนื้อหนัง อันจะเปิดโอกาสให้ซาตานเข้ามาทำลายชีวิตเราด้วยความบาป พระวิญญาณจะดลใจให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง และมี สันติสุข นอกจากนี้ ยังแนะนำหลายสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ สำหรับชีวิตประจำวันแก่เรา และการทรงนำถูกต้องเสมอ ไม่มีการขัดแย้งกับพระคัมภีร์

  7.5 ใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา ให้พระเจ้าพอพระทัย   มีจริยธรรมในการดำเนินชีวิต ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ ชื่นชมยินดีในความหวัง ใช้ปัญญาให้การคิด ตัดสินใจ ให้ชีวิตเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยความประพฤติที่ดี รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซู และไม่หลงไปกับสิ่งยั่วยวนของโลกนี้

  7.6 มีการสามัคคีธรรมกับพี่น้องในคริสตจักร   แสดงความรักต่อผู้อื่นออกมา ด้วยการช่วยเหลือ อดทน หนุนใจกัน สารภาพบาป และอภัยต่อกัน สั่งสอน ปลอบใจ แบ่งปัน อธิษฐานเผื่อกันและกัน โดยต้องมีการรวมตัว ผูกพันชีวิตด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ พระคัมภีร์ เรียกว่า คริสตจักร และคริสตจักรเป็นครอบครัวของพระเจ้า ไม่ควรขาด การสามัคคีธรรม

  7.7 ต้องประกาศข่าวประเสริฐ   เพื่อนำความรอดให้กับผู้คนที่ยังไม่เคยได้ยิน มีโอกาสได้กลับใจ และคืนดีกับ พระเจ้า พวกเราเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก และเป็นแสงสว่าง ที่ต้องส่องแสงให้คนอื่นได้เห็น อีกทั้งยังเป็นพระมหา บัญชาจากพระเยซูคริสต์ด้วย ถ้าเราไม่ประกาศ เท่ากับเราไม่รักผู้อื่น จะถูกตำหนิ และไม่ได้รับบำเหน็จในสวรรค์

  7.8 ต้องต่อสู่กับศัตรู คือ มารซาตาน   ซาตานเป็นเจ้าแห่งความชั่ว และชักนำให้คนทำตรงข้ามกับพระเจ้า ล่อให้มนุษย์ทำบาป ศีลธรรมตกต่ำ ให้มนุษย์ ไม่เชื่อพระเยซูและข่าวประเสริฐ ล่อให้คริสเตียนไม่เชื่อฟัง และทิ้งความเชื่อ พยายามขัดขวางการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งเข้าสิงในมนุษย์ที่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจ แต่อำนาจของมันไม่อาจเทียบเทียมพระเยซูได้ และพระเจ้า ได้กำหนดเวลาลงโทษมันไว้แล้ว

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - หน้าที่ประจำวัน 10 ประการ ของคริสเตียน | ความรัก 4 แบบของคริสเตียน]

*** 8. พระวิญญาณบริสุทธิ์ ***

  8.1 เป็น 1 ใน 3 ภาคที่สถิตอยู่ในผู้เชื่อทุกคน   เป็นพระเจ้าอีกภาคหนึ่งแต่สถิตกับผู้เชื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์ มากจากพระบิดา มาในพระนามพระเยซู และทำงานของพระเจ้า ซึ่งประกอบด้วยฤทธิ์เดช ชำระผู้เชื่อให้บริสุทธิ์ ทำให้คนตายเป็นขึ้น เป็นต้น

  8.2 คอยทำหน้าที่ช่วยเหลือคริสเตียน   ในการดำเนินชีวิต ในงานรับใช้พระเจ้า นำคนเข้ามากลับใจเชื่อ เปลี่ยนแปลงชีวิตให้พระเจ้าพอพระทัย ชำระเราให้บริสุทธิ์ สอนเราถึงความจริงของพระเจ้า แนะนำเราเป็นพิเศษ ในบางเหตุการณ์ อธิษฐานเผื่อเรา สนับสนุนให้เรากล้าเป็นพยาน ให้ของประทานในการรับใช้ ประทานฤทธิ์เดช และหนุนใจให้คริสตจักรเติบโต

  8.3 ต้องประกอบด้วยพระวิญญาณเสมอ   พระเจ้ามิได้ประทานพระวิญญาณอย่างจำกัด เราควรประกอบด้วย พระวิญญาณจนเต็มล้น ให้งานรับใช้เกิดผลมากที่สุด โดยการติดสนิทกับพระเจ้า แสวงหาและเชื่อฟังน้ำพระทัย เพื่อเกิดฤทธิ์เดช มีใจกล้า ชนะการทดลอง ส่งผลดีในการนมัสการ ดำเนินชีวิตในทุกด้าน โดยถวายตัวกับพระเจ้า พึ่งพาพระองค์ และยอมต่อการทรงนำทุกอย่าง

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - พระวิญญาณบริสุทธิ์ | หลักตรีเอกานุภาพ: (อ่านเรื่องพระวิญญาณ) ]

*** 9. คริสตจักรและการสามัคคีธรรม ***

  9.1 หมายถึงกลุ่มคนที่เชื่อพระเยซู   พระเยซูตั้งคริสตจักร โดยเริ่มจากสาวกรุ่นแรก และสืบทอดไปเรื่อยๆ แต่เดิม "คริสตจักร" แปลว่า การชุมนุม การประชุม และในพระคัมภีร์หมายถึงการรวมตัวของผู้เชื่อ มีพระเยซูเป็น ประมุขสูงสุด ต้องเชื่อฟัง และพึ่งพาพระองค์ ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

  9.2 มีหน้าที่ในพระราชกิจของพระเจ้า   โดยนมัสการร่วมกัน ประกาศข่าวประเสริฐเพื่อเชื่อและรับบัพติสมา ในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ สอนผู้เชื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ สามัคคีธรรม ด้วยความรักร่วมกัน และรับใช้สังคมให้แก่คนทั้งปวง

  9.3 มีระบบการบริหาร เพื่อการรับใช้ร่วมกัน   มีการตั้งคณะผู้นำเพื่อดูแลและกระจายงานต่างๆ ของคริสตจักร ใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณร่วมกัน มีความเป็นระบบ ระเบียบ ในการนมัสการ การสมรส หญิงม่าย ตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ นอกจากนี้มีการถวายทรัพย์เพื่องานรับใช้พระเจ้า คริสตจักรท้องถิ่นแต่ละแห่ง มีอำนาจ ปกครองตนเอง และร่วมมือกับคริสตจักรอื่น

  9.4 ประกอบพิธีบัพติสมาและศีลมหาสนิท   โดยบัพติสมา แปลว่าจุ่มน้ำ โดยจุ่มมิดน้ำ หมายถึงการฝังชีวิตเก่า และบังเกิดใหม่ (ขึ้นจากน้ำ) เพื่อประกาศตัว เข้าส่วนกับพระเยซูคริสต์ โดยมีชีวิตใหม่ ส่วน พิธีศีลมหาสนิท พระเยซูสถาปนาให้ร่วมกันรับประทาน ขนมปังและน้ำองุ่น ที่เล็งถึงพระกาย(ขนมปัง) และโลหิตที่หลั่งออก(น้ำองุ่น) ระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระเยซู [บางคริสตจักร ไม่มีพื้นที่น้ำประกอบพิธีบัพติสมา จะใช้การพรมน้ำแทน]

  9.5 คริสเตียนควรผูกพันกับคริสตจักร   พระคัมภีร์เตือนไว้ว่าอย่าขาดการประชุม ให้พยายามผูกพัน กับพี่น้อง คริสเตียน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าขาดการสามัคคีธรรมไป จะทำให้การพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ตกต่ำลง เปิดโอกาสให้ซาตานโจมตีเราได้ง่าย

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - ทำไมต้องไปโบสถ์วันอาทิตย์? | ความหมายของขนมปัง กับ น้ำองุ่น | ฤทธิ์เดชความรัก ]

*** 10. ยุคสุดท้ายและการเสด็จกลับมา ***

  10.1 ผู้เชื่อจะได้อยู่ดินแดนบรมสุขเกษม   ในโลกหลังความตาย จิตวิญญาณของผู้เชื่อจะไม่ดับสูญ แต่จะได้ไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ โดยคนบาปจะไปอยู่ที่ แดนมรณา หรือ แดนผู้ตาย เป็นที่อยู่ของคนอธรรม แต่ทั้งสองกลุ่มอยู่เป็นการชั่วคราว เมื่อถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา ทั้งสองจะฟื้นจากความตาย โดยผู้เชื่อจะรอด และคนอธรรมจะถูกพิพากษา

  10.2 พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง   เพื่อรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ตลอดไป (เพราะได้รับการไถ่แล้ว) และประทานบำเหน็จให้ เข้าสู่ดินแดนใหม่ (สวรรค์) ส่วนคนบาป จะถูกพิพากษาตามการกระทำ อยู่ในไฟนรก ตลอดกาล โดยพระเยซูจะชุบชีวิตให้เราเป็นขึ้นอีกครั้ง ให้มีกายใหม่เหมือนกับพระองค์ ทั้งคนบาปและซาตาน จะต้องถูกลงโทษด้วยไฟในนรกเป็นนิรันดร์

  10.3 ผู้เชื่อจะได้อยู่ในสวรรค์ตลอดไป ไม่มีสิ้นสุด   จะได้อยู่กับพระเจ้า และไม่มีการลงโทษ น้ำตา ความเจ็บปวด ความมืด และความบาปอีกต่อไป เป็นสถานที่บริสุทธิ์ เฉพาะคนที่พระเจ้าทรงชำระแล้ว คือ ผู้ถูกไถ่ให้พ้นบาป ด้วยโลหิตขององค์พระเยซูคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าของเรา

[ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง - ยุคสุดท้ายตามคำทำนาย | การพิพากษาหลังความตาย | อาณาจักรใหม่ และชีวิตนิรันดร์ ]


เรียบเรียงและอ้างอิงจากหนังสือ หลักคำสอนคริสเตียน
สถาบันคริสเตียนศึกษาและพัฒนาคริสตจักร
ของผู้เขียน ศิลป์ชัย เชาวร์เจริญรัตน์ .


ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top