วิทยาศาสตร์กับพระเจ้า และทฤษฎีวิวัฒนาการ

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 8 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


วิทยาศาสตร์กับพระเจ้า (Creation and Evolution)

ทฤษฎีวิวัฒนาการ

      เราอาจหาคำนิยามของการวิวัฒนาการ ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ในกระบวนการ ทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิต ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งกระบวนการนี้มีด้วยกัน 2 ระดับ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพ ทางพันธุกรรม เพื่อให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมนั้นๆ ไม่มีปัจจัยใดมาเกี่ยวกับสาเหตุนั้น แนวคิดสมัยใหม่ เรื่องการวิวัฒนาการ ใช้แนวคิดของดาร์วิน เป็นฐานในการศึกษา โดยยึดแนวคิด “การคัดสรรค์ โดยธรรมชาติ” (Natural Selection) และความรู้อื่นๆ ที่ยังไม่รู้ในยุคของดาร์วิน มาประกอบกัน ช่วยทำให้แนวคิด เรื่องวิวัฒนาการ ขยายขอบเขตมากขึ้น

      นอกจากนี้ กระบวนการวิวัฒนาการ ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ หรือ รูปแบบทาง สรีระ (Phenotype) ด้วย โดยที่สิ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้ คือการเปลี่ยนแปลง ของชายหญิงที่เกิดรุ่นต่อๆ มา ที่มีผลจากการเปลี่ยนแปลง ของรุ่นก่อน มามีอิทธิพล และ ผลจากปัจจัยของสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติคัดสรรค์ แนวคิดที่ว่า ประชากร มีระดับการวิวัฒนาการต่างกัน และแม้แต่ส่วนอวัยวะ ในคนเดียวกัน มีวิวัฒนาการต่างกันนั้น เรียกว่า mosaic evolution

Evolution Theory

      นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ช่วงเวลาที่มีผลต่อการวิวัฒานาการของมนุษย์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ล้านปี ช่วงเวลาขนาดนี้ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมของโลก จะเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงยุคน้ำแข็ง และ ช่วงเวลาอบอุ่นด้วย ซึ่งสามารถตั้งสมมุติฐานตรงนี้ได้ จากการอ้างอิงทางธรณีวิทยา โดยการศึกษา จากฟอซซิล ดึกดำบรรพ์ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศ ในยุคดึกดำบรรพ์ ร่วมกับการศึกษา กระดูก กะโหลก ฟัน และเครื่องมือดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบที่ทำจากกระดูก หิน ไม้ และอื่นๆ ทำให้เราทราบถึง สภาพโลกเวลานั้น เชื้อสาย และ ตระกูลสายพันธุ์ชีวิตต่างๆ

      มนุษย์เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ สูญพันธุ์ไป ซึ่งรวมถึง มนุษย์วานร (hominid) ด้วย สายพันธุ์เดียว ของมนุษย์ที่เหลือรอด โฮโมเซเปี่ยน (Homo Sapien) เป็นหนึ่งในกว่า 200 สายพันธุ์ สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม จากยุคดึกดำบรรพ์ และจากสายพันธุ์สัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด มีสายพันธุ์มนุษย์วานร ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด

นักชีววิทยาชาวอังกฤษนาม T.H. Huxley กล่าวไว้ว่า

“ไม่ว่าศึกษาที่ระบบอวัยวะใด โครงสร้างความแตกต่าง ที่แยกระหว่างมนุษย์กับลิงกอริลลา และ ลิงชิมแพนซีนั้น มีไม่มากนัก ต่างกับการแยกความแตกต่าง ระหว่างกอริลลา กับลิงสายพันธุ์อื่น ที่ต่ำลงมา ที่มีความแตกต่าง อย่างเห็นได้ชัด”

     โดยที่ได้มีการศึกษา เปรียบเทียบมนุษย์ปัจจุบัน กับลิง Ape ของ แอฟริกามาแล้ว มีความพยายาม ในการศึกษาการพัฒนาการ ทางวิวัฒนาการ ตรงนี้ แต่แม้แต่หลักฐาน ที่เก่าแก่ที่สุด ก็ไม่สามารถ ให้คำตอบเรื่อง การวิวัฒนาการจากมนุษย์วานรได้ อย่างเช่น ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของลำตัว และ แขน ขา การเปลี่ยนแปลง ของกระดูกสันหลัง ดังนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิด ที่แท้จริงของมนุษย์ วานร ยังเป็นปริศนาอยู่ และทำให้เราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ โฮโมเซเปี่ยน นี้มาจากไหน หรือ มีต้นกำเนิด มาได้อย่างไรด้วย

      มีฟอซซิลที่ แอฟริกา ที่แสดงถึงพัฒนาการการวิวัฒนาการ ของสายพันธุ์โฮโมนี้ คือ โฮโมอีเรคตัส (Homo-Erectus) ในช่วงต้นของยุค Pleistocene ผืนดินใหญ่ของทวีปยูเรเซีย (ที่รวม Asia กับ Europe ด้วยกัน) ที่มนุษย์ที่พบอาศัยอยู่นั้น หายไป ราวๆ 1.5 ล้านปีก่อน เรารู้จัก โฮโมอีเรคตัส จากฟอซซิล ที่เอเซียตะวันออก และ ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุระหว่าง 1.6-250,000 ล้านปี ส่วนทั้งหมดที่ถูกพบ ช่วง 500,000-300,000 ปีมานั้น ไม่ใช่รูปแบบ โฮโมอีเรคตัส แต่เป็นสายพันธุ์ โอโมเซเปี่ยนแทน ดังนั้น เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา อย่างปริศนาในช่วงนั้น จึงยังเป็นคำถามที่ถกเถียง หาคำตอบ ที่แน่ชัดกันอยู่

T-Rex

      ถ้าโฮโมอีเรคตัส ที่พบที่แอฟริกัน เป็นต้นกำเนิด ของมนุษย์วานรต่อมา ก็อธิบายได้ว่า กระบวนการ วิวัฒนาการ มีความต่างกันมาก จากสภาพทางธรณีวิทยา ที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น โฮโมอีเรคตัส เป็น เหมือน ลักษณะเฉพาะ ของทางเอเซียกลาง แต่ส่วนกระโหลกของมนุษย์วานร แถบตะวันตก ของ ยูเรเซีย กลับปรากฏไม่เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ในยุค Pleistocene ตอนกลาง และนอกจากนี้ ยังมีความผันแปร ในสายพันธุ์ จากสายพันธุ์ ที่ดูแข็งแรง ดูเหมือนอีเรคตัส ไปเป็น นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal) เป็นเวลาหลายปีที่ นีแอนเดอร์ธัล ถูกจัดเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง (โฮโม นีแอนเดอร์ธัล) แต่ภายหลังถูกจัดหมวดหมู่ เป็นสายพันธุ์รอง ของโฮโมเซเปี่ยนอีกที ในยุโรป พบหลักฐานของนีแอนเดอร์ธัล กลุ่มสุดท้าย กับกลุ่มอีกกลุ่ม ที่เรียกว่า โครมันยอง (Cro-Magnon) ในเอเซียตะวันออก มีหลักฐานเกี่ยวกับโฮโมเซเปี่ยนโบราณ แต่หลักฐาน ว่าจากโฮโมอีเรคตัส กลายมาเป็นโฮโมเซเปี่ยน หรือ โฮโมเซเปี่ยน มาแทนที่ได้อย่างไร นั้นไม่มี

      หลักฐานทางฟอซซิล ของมนุษย์ยุคแรก แสดงถึงความแตกต่าง ของขนาดทางโครงสร้าง ร่างกาย โดยที่เพศหญิง น่าสูงประมาณ 3-4 ฟุต และหนัก 60-70 ปอนด์ โดยที่เพศชายสูง 5 ฟุตขึ้นไป หนักประมาณ 150 ปอนด์ พัฒนาการของมนุษย์ อีกอย่างคือขนาดของหน้า และ ฟัน เล็กลง สายพันธุ์ก่อนหน้านั้น มีฟันที่ใหญ่กว้าง เหมือนฟันสัตว์กินเนื้อ โดยที่รุ่นต่อๆ มา กลับมีขนาดเล็กลง เรื่อยๆ ถึงแม้ว่า ฟอซซิลกระดูก และ ฟัน จำนวนมากถูกค้นพบ ความสัมพันธ์ของกระบวนการ วิวัฒนาการ กับ มนุษย์ และ ลิง ยังเป็นข้อถกเถียง ทางวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีฟอซซิลใดเลย ที่แสดงลำดับวิวัฒนาการต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน ของสายพันธุ์มนุษย์

      เปรียบเทียบเลือด โปรตีน และ DNA ของลิง ape แอฟริกากับมนุษย์ ทำให้เราทราบว่า ลำดับการวิวัฒนาการ ที่มาถึงมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ได้ถูกแยกออกจากลิงกอริลลา และ ชิมแพนซี จนกระทั่ง ช่วงท้ายของ การวิวัฒนาการ จากแผนลำดับนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า เวลาของกระบวนการวิวัฒนาการ ที่แยกออกไป น่าจะตกราวๆ 6-8 ล้านปี ก่อน ส่วนบันทึกหลักฐาน มนุษย์วานร ก็แสดงว่ามีอยู่ 5 ล้านปีมาแล้ว การศึกษาทั้งหมด อาศัยหลักฐาน คือ ฟอซซิล ดังนั้น หากอนาคตพบฟอซซิลเพิ่มมากขึ้น น่าจะไขข้อกระจ่างปัญหาหลายๆ อย่างได้ แต่กระนั้นก็ดี ทุกอย่างเริ่มขึ้นจากเซลลล์ เพียงเซลเดียว

Mass Cell
วิวัฒนาการจากเซลเพียงเซลเดียว

      เซลล์เพียงเซลเดียวที่เกิดโดยไม่คาดฝัน บางทีอาจเกิดจากฟ้าผ่าลงมาในน้ำ รวมตัวกับคาร์บอน และ บางทีไนโตรเจน เมื่อกระแสไฟฟ้าโดนเข้า ทำให้เงื่อนไขการเกิดชีวิตกำเนิดขึ้น และทั้งหมดนี้ เกิดจากความบังเอิญ ทฤษฎีวิวัฒนาการ ไม่เคยอธิบายว่าทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเพียงอธิบายไว้ เพียงว่า มีเซลอยู่หนึ่งเซล และ สร้างตัวมันเองขึ้นมาจากการแบ่งตัว ดังนั้น ทฤษฎีวิวัฒนาการ จึงอธิบายว่า เมื่อพลังงานไฟฟ้าสร้างเซลแรกขึ้นมา มันยังมอบกลไกทั้งหมด ให้กับเซลนั้นที่จำเป็น ในการแบ่งตัว อีกด้วย และตอนนั้น โครงสร้างทาง DNA ก็เกิดขึ้นมา วิทยาศาสตร์ ไม่เคยพิสูจน์ตรงนี้ ในห้องทดลอง และ ไม่มีคำอธิบายว่า ชีวิตเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ สามารถสร้างกรดอะมิโน และ สารเคมีต่างๆ ขึ้นมาได้ แต่พวกเขา ไม่สามารถสังเคราะห์ประกายไฟฟ้า แห่งชีวิตขึ้นมาได้

      หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุด สำหรับนักวิทยาศาสตร์ คือ การยอมรับว่า ทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นผิด โรงเรียนทั่วไป จะสอนว่าทุกชีวิตนั้น เริ่มต้นจากเซลเพียงเซลเดียว ส่วนวิวัฒนาการ คือ กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงสภาพ เด็กเล็กๆ จะเข้าใจว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง แต่เมื่อเขาศึกษามากขึ้น เขาจะถูกสอน เรื่องทฤษฎีการวิวัฒนาการ แทนที่จะกระทำอย่างนักวิทยาศาสตร์ ที่วิเคราะห์พิจารณา หลักฐานทั้ง 2 ด้าน ในแต่ละแง่มุม พวกเขาจะกลายเป็น ปฏิเสธแนวคิดสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมดแทน และทิ้งความเชื่อ ที่ไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก คนๆ หนึ่งเรียนรู้ศึกษาสิ่งต่างๆ เริ่มจากครอบครัว สิ่งรอบๆ ตัว เพื่อน และไม่จำเป็น ต้องมีแนวคิดตรงอย่างเดียว ไม่ว่าจะแง่นักวิทยาศาสตร์ หรือ คริสต์ศาสนิกชน คนที่เป็นคริสต์ จะพยายามหาเหตุผล ให้ศรัทธาแต่ละอย่างของตน ด้วยวิทยาศาสตร์ คนเรายอมรับ วิทยาศาสตร์ ที่คนเราสร้างขึ้น และ ยึดความหมายในนั้น เหนือคำกล่าวในไบเบิ้ล วิวัฒนาการ แทนที่ การสร้างของพระเจ้า เป็นต้น พวกเขาจะไม่ยอมรับ เรื่องปาฏิหารย์ ที่พระเยซูคริสต์ สำแดงตามข้อความ ที่บันทึกไว้ ว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะมองว่า เป็นการบรรยายเหตุการณ์ แบบเกินจริง และคำของประกาศ ถูกมองว่าเป็นนิยาย และ บทประพันธ์ ที่มิใช่เรื่องจริง พวกเขาปฏิเสธพระวาจาของพระเจ้า ถ้ามีส่วน ที่พวกเขา จะยอมรับได้ในพระคัมภีร์ ก็มีแต่ส่วนที่ยอมรับแล้วเขายังยืนยันจุดยืนของตัวเองได้

      ช่องว่างในปฐมกาล (Genesis) เป็นตัวอย่างของความพยายาม ที่จะทำให้ พระวาจาของพระเจ้า สอดคล้องกับ “ความรู้” ที่ยอมรับได้ในวิทยาศาสตร์ ในแง่ “ความจริง” เรารู้ได้ว่า ช่วงเวลาราวนิรันดร์ ได้ล่วงเลยไประหว่าง ปฐมกาล 1:1 กับ ปฐมกาล 1:2 โดยที่เข้าใจว่า วันแห่งการสร้างของพระเจ้า แต่ละวัน ไม่ใช่วันที่วัดตามมาตรฐานทั่วไป ของเรา แต่เปรียบได้กับร่วมพันปีต่อวัน ในพระคัมภีร์มีกล่าว ไว้ว่า แรกเริ่ม พระเจ้าทรงเนรมิตทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ซึ่งนี่ ก็สอดคล้องกับแนวคิดกับยุคทางธรณีวิทยา เราไม่ควรมา ถอดความในพระคัมภีร์ ให้ออกมาในแง่ที่ รับกับอคติในใจของเราเอง หรือ แบบที่เรา อยากได้ยิน ตัดสินโลก และ กฎทุกอย่าง ของมัน ตามที่เราเห็น ตัวอย่างเช่น เราอาจมองที่ชายคนนึง กล่าวว่า “ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเป็นเด็กทารก” แต่นี่ถูกหรือ? แล้วอดัมละ เคยเป็นเด็กทารกมาก่อนไหม? หรือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพศชาย ที่โตแล้วขึ้นมาเลย ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว ตอนแรกเริ่มที่ถูกสร้าง เขาต้องเป็นทารกมาก่อน และถ้าเขาเป็นทารกมาก่อน เขาเอาชีวิตรอดได้อย่างไร โดยไม่มีผู้ปกครอง ดูแล? แต่ถ้าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ มนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำให้อดคิดถึงปริศนา ที่ยังไม่มีคน หาคำตอบได้ว่า “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน”

      ตอนที่พระเจ้า ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาเป็นมนุษย์ ที่เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาการ ทั้งหมด ครบถ้วนแล้ว ระบบ ตั้งแต่ระบบขับถ่ายถึงสมอง เขาทำงานครบถ้วนพร้อมหมด และพระฉายาลักษณ์ ของพระเจ้า อยู่ในจิตวิญญาณของเขา ไม่ใช่ในร่างกายเนื้อของเขา เหมือนที่กล่าวไว้ใน Colossians ว่า “เขาคือฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้าผู้มองไม่เห็น”

      ถ้าพระเป็นเจ้า สร้างมนุษย์ทั้งหมดสมบูรณ์แบบ ทำไมพระองค์ จะไม่สร้างโลก ด้วยแบบเดียวกัน แล้วโลกมีประวัติการสร้างแบบอดัมไหม? ถ้าไม่ทำไม?

      ถ้าคุณเชื่อว่า ทฤษฎีการวิวัฒนาการ นั้นถูกต้อง และเซลแรกเพียงเซลเดียว สร้างรูปแบบทั้งหมด ขึ้นมา หมายความว่า เซลนั้นได้ผ่านช่วงเวลาราวนิรันดร์ และ แต่ละรุ่นของเซลนั้น ได้ปรับสภาพ เปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยทฤษฎีว่าไว้ว่า เซลนั้น ต้องทำการเปลี่ยนแปลง ตัวเอง เพื่อให้สามารถมีชีวิตรอด ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และเซลตัวนี้ รวมตัวกัน เกิดเป็นชีวิตขึ้นมา โดยแบ่งได้สามสาขาใหญ่ๆ คือ พืช แมลง และ สัตว์ ทำไมถึงมีแค่ 3 สาขาละ? นี่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ หรืออีกนัยหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ถูกกล่าวถึง เพราะการศึกษาทั้งหมด ที่เราศึกษานั้น เราศึกษาจากสาขาทั้ง 3 ที่เกิดขึ้นมา คือ พืช ผัก ตามมาด้วยแมลง ที่มีรูปแบบ ความคิดอ่าน แต่มีรูปแบบเลือด และ กลไกการทำงานของร่างกาย ต่างจากสัตว์ ที่มีประเภทสัตว์ เลือดอุ่น กับ สัตว์เลือดเย็น ที่แยกเป็นประเภท ที่หลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และทั้งหมด ที่เกิดจากเซล เพียงเซลเดียว ไม่ว่ากลายพันธุ์ แปลกแค่ไหน ก็ยังตกอยู่ในแค่ 3 สาขานี้เท่านั้น ซึ่งถ้าอ้างอิง จากทฤษฎีการวิวัฒนาการแล้ว เซลหนึ่งเดียวตอนแรกเริ่มนั้น คือบรรพบุรุษของทุกสรรพสิ่ง

กลุ่มตระกูลเดียวกัน

      ไบเบิ้ลพูดถึงรูปแบบชีวิตไว้มากมาย แต่หลายชีวิต ก็เกิดขึ้น หลังชีวิตประเภทนั้นๆ ที่เกิดขึ้นก่อน หลักการของการวิวัฒนาการ คือการเกิดขึ้นมาจากเซลเดียว แล้วมีการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา ในปัจจุบัน เรารู้ว่า เราไม่สามารถผสมสายพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิตที่ต่างกันเข้าด้วยกันได้ เหมือนที่เรา ไม่สามารถ จับสุนัขมาผสมกับวัวหรือม้าได้ มนุษย์ก็สามารถผสมพันธุ์กัน ในหมู่มนุษย์ ด้วยกัน แต่ไม่สามารถ ไปผสมพันธุ์กับสัตว์ สิ่งมีชีวิตอื่นได้ ถ้าคุณนำม้าไปผสมกับสัตว์ในตระกูล เดียวกันของมัน อย่างลา คุณก็สามารถได้ล่อ ที่เป็นสายพันธุ์ผสมออกมา แต่เพราะอะไรนะหรือ? นั่นเพราะว่าเลือดนั่นเอง เลือดเป็นตัวแทนที่แสดงถึง โครงสร้างทางพันธุกรรม และเลือดไม่สามารถ ผสมข้ามสายพันธุ์ได้ เป็นเลือดนั่นเอง ที่ท้าทายกระบวนการวิวัฒนาการ แม้แต่ในไบเบิ้ลก็บอกไว้ว่า เลือดคือกุญแจสำคัญ หรือพูดให้เด่นชัดกว่านั้น เลือดเป็นกุญแจสำคัญ สำหรับการ ถวายเครื่องบูชา ในพันธสัญญาเดิม และเป็นสิ่งเดียว ที่บอกถึงความเป็นเครือญาติกัน เราไม่รู้ความสำคัญเรื่องเลือด จนกระทั่ง 100 ปีที่ผ่านมา ที่เราพึ่งพบความสำคัญของเลือด ที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย ในพันธสัญญาเดิม มีกล่าวไว้ว่า ชีวิตนั้นอยู่ในเลือด ถามว่า โมเสสรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ตอนที่เขาเขียนตรงนี้? แม้แต่ วิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลย จนพึ่งรู้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

      ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า สายพันธุ์ไม่อาจผสมข้ามกันได้ ถ้าเช่นนั้น ช่วงไหนกันแน่ ที่มนุษย์ หรือ ลิง แตกแยกจากม้า? ซึ่งหมายความว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนั้น ต้องผิด เราได้ยินมาว่า ลิงเป็นบรรพบุรุษ ของมนุษย์ แต่หมายความว่า ลิงนั้นต้องมาจากสายพันธุ์อื่น ที่วิวัฒนาการมาเป็นลิงอีกที เช่น ม้า วัว หรือแม้แต่ปลา แต่อันไหนละ และ อย่างไร? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมเราไม่เจอความเกี่ยวเนื่อง ในแต่ละสายพันธุ์เหล่านั้นเลย? จากคำถามทั้งหมดนี้ กุญแจสำคัญหลัก ยังอยู่ในเลือด เลือดที่ไม่ สามารถผสมข้ามกันได้ แต่มันต้องสามารถผสมกันได้ ถ้าเราเชื่อ ทฤษฎีการวิวัฒนาการ จากเซล แค่เพียงเซลเดียว มันวิวัฒนาการเพื่อให้เอาชีวิตรอดต่อไปได้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพื่อการเอา ชีวิตรอด เปลี่ยนเพื่ออยู่รอดหรือดับสูญ หมายความว่าหลักๆ ของเซลนั้น จะเหมือนเดิมยืนพื้น ตามที่มันเป็น แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ก็เพื่อประโยชน์ในการ เอาชีวิตรอดเท่านั้น หมายความว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็นอื่น นอกจากเพื่อการอยู่รอด

      เลือดเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? แม้แต่พืชก็มีเลือด ใช่ ยางไม้ น้ำ ที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ คือ เลือดของพืช ทีทำหน้าที่ไหลเวียนสารอาหาร ไปตามร่างกาย และ หมุนเวียนถ่ายของเสีย และเช่นเดียวกันกับแมลงด้วย แต่เลือดของแมลง จะเป็นน้ำคล้ายๆ น้ำหวาน ที่ทำหน้าที่เดียวกับเลือด ถ้าเช่นนั้น ทำไมถึงมีความแตกต่างกัน? ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในการ เอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่เลือดก็ทำงานรูปแบบเดียวกัน ทั้งหมด ในทุกสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ พืช และ แมลง ทฤษฎีการวิวัฒนาการ บอกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงในสายพันธุ์ เกิดเพื่อตอบสนอง ต่อเงื่อนไขเร้าทางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ ในการเอาชีวิตรอด ของสายพันธุ์นั้นเท่านั้น และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทางชีววิทยานี้ จะถูกถ่ายทอด ทางพันธุกรรม ไปยังรุ่นลูกต่อๆไปด้วย

ช่วงเวลาทางธรณีวิทยา

      มาตรเวลาทางธรณีวิทยา คือแผนภาพที่นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่อว่าเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม กว่าล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีวิวัฒนาการกล่าวไว้ว่า สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์น้ำ ที่มีกระดอง หรือ เปลือกแข็งหุ้ม (Crustacea) เป็นสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆ ที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิต เซลเดียวอีกที แล้วจึงวิวัฒนาการต่อๆไป ในรูปแบบ ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และ แมลง แล้วจึงวิวัฒนาการ มากลายเป็นสัตว์ในยุค Mesozoic และวิวัฒนาการต่อๆ มา จนกลายเป็น สิ่งมีชีวิต อย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้

God's Time Circle

      แต่ละยุค ช่วงเวลาทางธรณีวิทยา เกี่ยวเนื่องกับหลักฐานทางฟอซซิล ที่เราพบในชั้นหิน แต่ละช่วง ฟอซซิลที่พบในแต่ละชั้นหิน ทำให้เราทราบถึงอายุของฟอซซิลนั้นๆ ปัญหาคือ นักธรณีวิทยา ประเมินอายุของฟอซซิล จากการตรวจสอบชั้นหินที่พบ ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ผิด ในการประเมินอายุของ ฟอซซิลที่พบ สมมุติว่า เราเริ่มขุด ตั้งแต่ส่วนตีนของหุบเขา ประเมินอายุทางธรณีวิทยา ตามความลึก ที่เพิ่มขึ้น แล้วตรวจสอบฟอซซิลที่พบ โดยที่ตะกอนรอบๆ อาจคลุมรอบๆ ฟอซซิลนั้น และทำให้ ฟอซซิลนั้น อยู่ในชั้นของดิน ที่แข็งกลายเป็นหินในภายหลัง ทฤษฎีวิวัฒนกาารว่าไว้ว่า ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และ มีรูปแบบแบบแผน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฟอซซิลเหล่านั้น ถูกจับได้อย่างไร? และพวกมันทำอย่างไร จึงมีชีวิตอยู่ โดยไม่เน่าสลายไป? จนกระทั่งอย่างช้าๆ จมอยู่ในกองตะกอน

      ในความเป็นจริงแล้ว กระดูก และ ฟอซซิลทั้งหมด ที่น่าจะพบตามหลักทฤษฎีนั้น ไม่ถูกพบ ทำไม จุดที่ขาดหายของวิวัฒนาการ ไม่ถูกพบในรูปฟอซซิลเลย ฟอซซิลถูกห้อมล้อมในกองตะกอน อย่างเร็วมาก ก่อนที่มันจะเน่าเสียไป จากจำนวนพันล้านฟอซซิล ที่ถูกพบจนถึงทุกวันนี้ กลับไม่มี ฟอซซิลของการวิวัฒนาการ ที่ขาดหายไปเลย เราอาจไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดของ ฟอซซิล และชั้นหินแต่ละชั้น แต่ข้อสันนิษฐานคือ ฟอซซิลเข้าไปติดในชั้นหินได้ ด้วยการเคลื่อนตัว ของเปลือกโลก แต่บางทฤษฎีก็ว่า ตะกอนเกิดเหล่านั้น เกิดจากการระเบิดตัวของดินที่มาจากช่องเขา ที่ปกคลุมชั้นเขาด้านล่าง หรือแม้แต่ การที่น้ำท่วม ก็สามารถสร้างสภาพตะกอนทับถมได้ ว่ากันว่า หากเปลี่ยนจุดในการสำรวจ จากใต้หุบเขาเป็นข้างๆ หุบเขาแทน หลักฐานทางธรณีวิทยา จะแตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิง

      ถ้าเราต้องการวิเคราะห์อายุของชั้นหิน เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ชั้นหินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่สามารถบอกว่า เราจะขุดจุดหนึ่งๆ ในหุบเขา แล้วสามารถสรุปทั้งหมด ในบริเวณนั้นได้ เราต้องรวมพื้นที่ทั้งหมดด้วย

การวัดด้วยวิธีทางอะตอมมิค

      วิทยาศาสตร์ ไม่ได้ใช้หลักทางฟิสิกส์ ในการประเมิลอายุชั้นหิน และ ฟอซซิล เทคนิคนั้นในฟิสิกส์ คือกฎพื้นฐาน เรื่อง การสงวนพลังงานและวัตถุ วัตถุทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น จะดำรงอยู่ในรูปหนึ่ง ของวัตถุและพลังงาน ในไบเบิ้ลว่าไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และทุกสิ่งที่ถูกสร้าง ก็สมบูรณ์ ในตัวของมันเอง แนวคิดนี้ สัมพันธ์กับกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ถึงแม้ว่าเรา ไม่สามารถสร้างบางอย่าง จากความว่างเปล่าได้ พลังงานส ามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ สูตรทางคณิตศาสตร์ ที่เกี่ยวข้อง กับกฎการเปลี่ยนแปลง ของพลังงานอิสระนี้คือ


F = H - TS
F = Free Energy
H = Heat Energy
T = Absolute Temperature
S = Entropy

      ตามกฎว่าไว้ว่า พลังงานอิสระจะลดลง โดยที่พลังงานความร้อน จะเพิ่มขึ้น จนไม่มีพลังงาน อยู่ในระบบ โดยที่กฎนี้ว่าไว้ว่า จักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่าง ค่อยๆ ก้าวเข้าหาจุดดับของตัวมันเอง เรื่อยๆ ถ้าโลกมีอายุร่วมพันล้านปี ทำไมมันไม่ถึงจุดดับเสียที? แล้วจักรวาลต้องดำรงอยู่ได้ ด้วยพลังงาน ที่มาจากนอกจักรวาล แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการ ว่าไว้ว่า ไม่มีอะไรดำรงอยู่ นอกจากจักรวาลของตัวมันเอง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ขัดแย้งกันเอง

      คาร์บอน 14 (CI4) เป็นหน่วยที่ใช้ในการวัดระยะเวลา ด้วยคุณสมบัติ การแผ่รังสีที่ลดลง จึงใช้ในการวัดระยะเวลา แต่เราจำเป็นต้องรู้ส่วนผสมหลัก ที่เจือปนอยู่ตอนแรก หรือไม่ก็ตามมาตรฐาน แต่มาตรฐานอยู่ที่ไหน? พวกเขากำหนดหินที่เรียกว่า มูนดัส (moon dust) หรือ Genesis Rock เป็นมาตรฐาน เพราะมันเป็นหิน ที่อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ มายาวนานแสนนาน แต่แม้แต่วัตถุนี้ เราก็ไม่รู้ว่า มันมีต้นกำเนิดมาอย่างไร หรือ ตั้งแต่เมื่อไหร่

      อีกวิธีหนึ่ง ในการวัดทางอะตอมมิค คือ ด้วยโปแตสเซี่ยม และ ยูเรเนี่ยม ว่ากันว่า เชื่อว่าเทคนิคนี้ สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้อง แน่นอนได้ไปถึง 4 พันล้านปี วิธีนี้ เคยใช้ในการทดลอง หาอายุ ของมูนดัสต์ แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด ยูเรเนี่ยม 238 มีคุณสมบัติเสื่อมตัวลง การสลายเสื่อมตัวลงเริ่มจาก ยูเรเนี่ยม 234 ตามมาด้วย ทอเรียม เรเดียม และตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับ 206 โดยที่ตัวเลข 206 คือ ระดับอะตอมมิคของโมเลกุล

การสลายตัวของการแผ่รังสี

      มีอีกกระบวนการหนึ่ง ในการวัดที่เรียกว่าครึ่งชีวิต (half-life) ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่ระดับการแผ่รังสีของวัตถุ ลดลงเหลือครึ่งเดียว สำหรับยูเรเนียม 238 มีครึ่งชีวิตอยู่ที่ 4.5 ล้านปี ดังนั้นเราสามารถ หาอายุยูเรเนียมได้ ด้วยวิธีนี้ แต่ยกเว้นยูเรเนียม 237 ไอโซโทป ส่วนหนึ่งมีครึ่งชีวิต 60-70 วัน ไอโซโทปไหนของยูเรเนียม ที่จะนำมานับ และ ปฐมของค่าไอโซโทปแต่ละตัวคือเท่าไหร่

      ถ้าเชื่อว่าวิธีนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้อง เราน่าจะสามารถ ย้อนกลับไปดู อายุสิ่งต่างๆ ได้ แต่ถ้าเทียบด้วยวิธีนี้แล้ว เราจะพบว่าโลกนั้นร้อนมาก จากการแผ่รังสี เพียงแค่ถอยหลังกลับไป 15,000 ปี ด้วยสภาพที่ ไม่น่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ถ้าการวิเคราะห์การสลายตัวของอะตอมนั้นถูกต้อง โลกต้องแผ่รังสีอยู่ช่วง 15,000 ปีก่อน ช่วง 12,000-13,000 B.C. ที่สิ่งมีชีวิตไม่น่าดำรงได้

      กระบวนการทางอะตอมมิคนี้ ส่งผลกระทบใดต่อแนวคิดวิวัฒนาการบ้าง? ถ้านักวิวัฒนาการวิทยา ต้องการใช้กระบวนการ วิธีทางอะตอมมิค ในการวัดอายุความเก่า พวกเขาก็ต้องยอมรับ ผลที่ตามมา ด้วย ซึ่งอาจเป็นการหักล้าง ทำลายทฤษฎีวิวัฒนาการ นักวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่า จักรวาลกำเนิดระหว่าง ส่วนผสมของยูเรเนียมและอื่นๆ แต่ก็อาจมีคำถามว่า ยูเรเนียมและส่วนผสมแรกสุดเกิดขึ้นมาจากไหน? ถ้าไม่มีการสร้าง หรือ การผสมให้เกิดขึ้นมาก่อน บางทีแนวคิดเรื่องการสร้างของพระเจ้า อาจอธิบายข้อเท็จจริง ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนี้ได้ เราได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน เมื่อเรานำทฤษฎีมาใช้ กับเรื่องสนามแม่เหล็กของโลก เราสามารถใช้ เรื่องสนามแม่เหล็กของโลก ในการใช้วัดอายุโลกได้ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า เรารู้ว่าสนามแม่เหล็กของโลก ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งถ้าเราอ้างอิงตามแนวคิดนี้ เราจะพบว่า โลกเป็นดาวที่ เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็ก ในช่วง 8,000-12,000 B.C. สนามแม่เหล็ก ของโลก สามารถใช้ในการตรวจสอบอายุ ได้อย่างถูกต้อง และจากหลักฐานที่ว่าโลกเป็นดาวที่ เต็มไปด้วย สนามแม่เหล็กมาก่อน แล้วทำไมฉับพลัน ดาวที่เต็มไปด้วย สนามแม่เหล็กดวงนั้น ถึงกลายมาเป็นโลกอย่างทุกวันนี้ได้ เหมือนเป็นการสร้าง หรือ การจัดการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

สูตรพีชคณิต

      สูตรทางวิทยาศาสตร์หลายสูตร ใช้สูตรทางพีชคณิต (Exponential) มาประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการคิดคำนวณ ความเร็วในการเคลื่อนที่ ของแสง การสลายตัว ของการแผ่รังสี นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ของการใช้สูตรนี้ เรานำตัวแปร ครึ่งชีวิต มาคิดเทียบเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง ตามเวลาที่เปลี่ยนไป วิทยาศาสตร์ แสดงให้เราดูว่า ยูเรเนียมจะสลายตัวลดลง ตามเวลาที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถวาดเป็นเส้นโค้ง ระยะเวลา ตามสูตรพีชคณิตได้ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาชีวิต ในสมัยปฐมกาล ตั้งแต่ระยะเวลาของโนอาห์ จนถึงโจเซฟ ก็แสดงได้ในเส้นโค้งของทางพีชคณิต ที่แสดงด้วยภาพเส้นโค้งที่โค้งลง กับระยะเวลาอายุขัยของมนุษย์ที่ดูสั้นลงเรื่อยๆ เหมือนการลดลง ของสภาพการแผ่รัวสีของวัตถุ เหมือนที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อายุขัยของมนุษย์จะลดลงจนเหลือแค่ 120 ปี

      สังเกตจากอายุของบรรพบุรุษของมนุษย์ สมัยก่อน อายุขัยของมนุษย์นั้น มากกว่าปัจจุบันมาก คนหนึ่ง สามารถมีอายุได้มากถึง 900 ปี ขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ จบลงตั้งแต่สมัยโนอาห์เป็นต้นมา บิดาของโนอาห์ ตายเมื่ออายุ 777 ปี หลานชายของโนอาห์ ชื่อว่า นิมรอด เป็นนักล่าที่เก่งกาจ ผู้สร้างนครบาเบลขึ้นมา ที่นำไปสู่ หอคอยบาเบล ในเวลาต่อมา ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ประชาชาติต่างๆ กระจัดกระจาย และ พูดภาษาต่างกัน และเทียบเวลา ช่วงหลังจากนั้น จะเข้ากับสมการพีชคณิตเส้นโค้ง ตกลง จำนวนประชากรที่ลดลง และ อายุขัยที่ลดลง แม้แต่เรื่องการลดลง ของสนามแม่เหล็ก ของโลก ที่ได้กล่าวมาก็เป็นพีชคณิต ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ว่าโลกน่าเป็นดาว ที่เต็มไปด้วย สนามแม่เหล็ก เมื่อ1-2หมื่นปีมาแล้ว และสนามแม่เหล็กนี้ลดลงเรื่อยๆ แบบเส้นโค้งที่ตกลงเช่นกัน จนเป็นโลก แบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ การเกิดของประชากร หรือ การเจริญเติบโตของพืชผัก ในฤดูใบไม้ผลิ ก็เป็นพีชคณิตเช่นกัน ถ้าปัจจัยภายนอกทางธรรมชาติอยู่ครบ

      กฎทางวิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างหรือทำลายลงได้ แต่พลังงาน สามารถแปรสภาพได้ และ หน่วยวัดพลังงาน Entropy ต้องเพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งจากกฎนี้ ทำให้เราทราบว่า โลกเราค่อยๆ ตายลงทุกวัน ตามสภาพจักรวาล ที่พลังงานลดลงเรื่อยๆ ตาม Entropy ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ในสภาพเสื่อมถอย ลดลงทุกวัน แล้วทำไมความเร็วแสง เป็นสิ่งเดียวที่ไม่อยู่ใน เงื่อนไขนี้ แนวคิดทฤษฎีการวิวัฒนาการ ต้องการให้เราเชื่อว่า ทุกสิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ และ มีแนวโน้ม ในการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ อย่างเป็นรูปแบบ ไม่ใช่อย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดหลัก ของทฤษฎีการวิวัฒนาการ จุดเด่นของออกซิเจน นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงถึง ข้อขัดแย้งของทฤษฎีนี้ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับชีวิตทุกชีวิต น้ำเป็นส่วนผสม ที่มีเอกลักษณ์ เมื่อมันเย็น มันหนาแน่นมากขึ้น ภายใต้จุดเยือกแข็ง 0 องศาเซนเซียส น้ำกลายเป็นวัตถุแข็ง และเริ่มแผ่ขยายตัว แต่ขณะที่สิ่งอื่นๆ เมื่อได้รับความเย็นจะเริ่มหดตัว แต่น้ำกลับต่างออกไป ความหนาแน่นมากขึ้น เมื่อได้รับความเย็น จากผิวหน้าลงมา เหมือนอย่างบนผิว หน้าน้ำแข็งในทะเลสาป แน่นอน หากน้ำ แข็งจากด้านล่าง สัตว์น้ำในนั้นคงตายหมด น้ำเป็นปัจจัยที่ สำคัญยิ่งของมนุษย์ นอกจากเป็นองค์ประกอบ ที่มากสุดในร่างกายและเซลแล้ว น้ำยังทำหน้าที่ ในการไหลเวียนสารอาหาร กรด และ เลือดในร่างกายทุกอย่าง

      แนวคิดวิวัฒนาการว่าไว้ว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ถ้าเช่นนั้น ทำไมร่างกายของเรา กับของเหลวต่างๆ ในร่าง เกิดขึ้นจากส่วนประกอบน้ำ รูปแบบทางเคมี ที่ต่างจากปกติ?
ไอสไตน์เคยพูดถึงสูตร

E=mc2
E = Energy
M = Mass (Matter)
C = Speed of Light

      กฎนี้ว่าไว้ว่า วัตถุและเหตุการณ์ต่างๆ เดินทางจากรูปแบบพลังงานสูง สู่พลังงานต่ำ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราวางกาแฟร้อนๆ แก้วหนึ่งเอาไว้ มันจะเย็นลงเมื่อเวลาผ่านไป หรืออีกนัยหนึ่ง ความร้อนจากกาแฟ พยายามทำให้ห้องร้อนขึ้น คือ การแสวงหาสมดุลยภาพนั่นเอง หรือจากกฎแรงดึงดูด ที่น้ำจะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ตามกฎ และ สิ่งที่ซับซ้อนจะเปลี่ยนสู่สิ่งที่สามัญลง ส่วนแนวคิดการวิวัฒนาการ กล่าวว่าทุกอย่างเริ่มจากสิ่งง่ายๆ คือเซลเดียว พัฒนามาเป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิต ที่ซับซ้อนอย่างคนทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนขัดกับกฎทางฟิสิกส์

ระบบเวลา

      ไอสไตน์บอกเราว่า วัตถุไม่สามารถเคลื่อนได้ด้วยความเร็ว ที่เหนือกว่าแสง หรือ 186,291 ไมล์ ต่อ วินาที ตามกฎสัมพันธภาพ ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง มวลจะกลายเป็นมวลไร้จำกัด ที่ต้องอาศัยพลังงาน ไร้ขีดจำกัด ในการสร้างมวลไร้จำกัด ส่วนเรื่องสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าแสงนี้ เราลืมไปได้เลย แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ธุลีที่เรียกว่า “Tachyon” สามารถเคลื่อนได้เร็วกว่า ความไวแสง และไม่สามารถทำให้ช้าลงได้ หากเราสามารถตรวจหาและควบคุม tachyons นี้ได้ เราจะสามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนของจักรวาล ในทันที แต่ในปัจจุบัน tachyons ยังไม่ถูกพบ เวลาสามารถวัดได้ 2 วิธี

  1. นาฬิกาไดนามิค ที่แบ่งด้วยระบบเวลาของโลก คือ วัดตามการโคจรรอบอาทิตย์ ที่ได้รับผลกระทบ จากแรงดึงดูด
  2. นาฬิกาอะตอมมิค หรือ นาฬิกาแม่เหล็กไฟฟ้า ที่วัดด้วยอีเล็คตรอนรอบนิวเคลียส

      เวลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์ เพราะสูตรหลายๆ สูตร มีตัวแปรเวลามาเกี่ยวข้อง อะตอมมิคลดลงเพราะ CDK หรือ การลดลงของความเร็วแสง ดังนั้น การคำนวณหา ยุคทางธรณีวิทยานั้น ต้องเปลี่ยนตาม การเปลี่ยนแปลงของความเร็วแสง ที่ลดลงตั้งแต่ยุคปฐมกาล

      แสงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เป็นหนึ่งในปัญหา ที่ทำให้นักวิทยาศาตร์ ฉงนที่สุดในเรื่องการสร้าง ถ้าโลกมีอายุเพียงไม่กี่แค่พันปี แทน ล้านๆ ปี อย่างที่นักวิทยาศาสตร์กล่าว ปัญหามาอยู่ตรงจุดที่ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดขึ้นมา แต่ถ้าความเร็วของแสงนั้น คงที่ ดังนั้นดาวที่เราเห็น เปล่งแสงก็หมายความว่า อาจเป็นดาวเมื่อล้านๆๆๆ ปีก่อนมาแล้วก็ได้ หรือยามเมื่อ พระเจ้าสร้างดวงดาราขึ้นมา พระองค์ก็ทรงสร้างแสงจากดาวเหล่านั้น ที่ส่องมาถึงโลกด้วย ซึ่งหมายความว่า เรามองเห็นดาวที่ไม่เคยดำรงอยู่ ตอนพระเจ้าสร้างความสว่าง ขึ้นมา นอกจากนี้ พระเจ้าไม่ทรงสร้าง สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ในตัวของมันเองขึ้นมา และทุกสิ่งดำเนินตาม กฎฟิสิกส์ของพระองค์ ทั้งหมดจะสมเหตุสมผล เมื่อคิดกับแนวคิด ความเร็วแสงลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งจะสอดคล้อง กับประเด็นทั้งหมด ที่ได้กล่าวกันมาข้างต้น คือ การลดลง ของสนามแม่เหล็กบนโลก การลดลง ของการแผ่รังสี และการเสื่อมถอย ของร่างกายมนุษย์

CDK – การลดลงของความเร็วแสง

ความเร็วของแสง สามารถวัดได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 1600 เป็นต้นมา

Values of C, the speed of light, in Km/Sec
Experimentor Year Value Error +/- Method
Roemer 1675 301,300 200 Optical
Bradley 1728 301,000 200 Optical
Cortnu 1871 300,400 200 Optical
Cortnu-Helmert 1874.8 299,900 200 Optical
Michelson 1879.6 299,910 50 Optical
Newcomb 1882.7 299,860 30 Optical
Michelson 1882.8 299,853 60 Optical
Michelson 1885 299,940 60 Optical
Perrolin 1902.4 299,901 84 Optical
Perrolin 1902.8 299,895 84 Optical
Perrolin 1906 299,880 80 Optical
Michelson 1924 299,802 30 Optical
Michelson 1926.5 299,796 4 Optical
Mittelstaed 1928 299,778 10 Optical
Pease-Pearson 1932.5 299,774 11 Optical
Pease-Pearson 1933 299,774 2 Optical
Anderson 1937.4 299,771 12 Optical
Huttel 1940 299,768 10 Optical
Essen 1947 299,797 3 Cavity Resonators
Bergstrand 1949 299,796 2 Geodimeter
Essen 1950 299,792 3 Cavity Resonators
Hansen 1951 299,789 1 Cavity Resonators
Bergstrand 1951 299,793.1 2.5 Geodimeter
Kraus 1953 299,800 Radio
Florman 1954 299,795.1 3.1 Radio interferometer
Scholdstrom 1955 299,792.4 0.4 Geodimeter
Wadley 1956 299,792.9 2 Tellurometer
Edge 1956 299,792.4 0.11 Geodimeter
Wadley 1957 299,792.6 1.2 Tellurometer
Froome 1958 299,792.4 0.1 RadioInterferometer
Corson-Lorrain 1962 299,790 Radio
ITT Staff 1970 299,793 Radio
Bay-Luther 1972 299,792.5 0.018 Radio
Bay-Luther 1976 299,792.5 0.018 Radio
Experimental Values of the Speed of Light

      ข้อมูลตรงนี้แสดงค่าต่างๆ ที่วัดความเร็วของแสง ถ้าเราวัดค่าใดๆ ค่าหนึ่ง ด้วยค่าคงที่ ทางเทคนิคแล้ว จะมีค่าความผิดพลาดปรากฏ อย่างเช่น ค่า 100 ที่มีค่าผันแปรผิดพลาด 3 ค่า ที่วัดได้ ก็จะต่างออกไปจาก 103-97 และกระจายตามค่าแต่ละตัว

วิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์

      ไบเบิ้ลไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาที่พูด กลับเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ในตัวเอง คือ ไม่มีที่ผิด ยกตัวอย่างเช่น ตอนอิสยาห์กล่าวว่า ความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนทะเล จะมายังอิสราเอล ทะเลตาย มีแร่ธาตุ 25% เป็นโปแตสเซียม ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูก เป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบปัจจุบัน มีราคา มากกว่า 5 ล้านล้าน ที่เดียวกับพื้นที่เช่นนั้น ชนชาติอิสราเอลเอาความรู้จากที่ไหนมา จึงรู้เรื่องนี้ได้ บรรพบุรุษพวกเขา รู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ ของทะเลตายได้อย่างไร เป็นที่แน่นอนว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่ไขแสดงความจริงนี้ ให้ประจักษ์ต่อพวกเขา

      เหมือนตอนที่พระเจ้าตรัสว่า เรื่องสถานที่ซึ่งแสงและความมืดอยู่ เรารู้ว่า เราสามารถเก็บความมืด ได้ เช่น เก็บความมืดไว้ในกล่องที่ปิด หมายความว่า ความมืดมีที่อยู่ได้ แต่แสงนั้น ตรงกันข้าม ที่เป็นสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่เสมอ เหมือนอย่างโฟตอน ที่เป็นส่วนย่อยของแสง ต้องอยู่ในสภาพเคลื่อนที่ ตลอดเวลา มิฉะนั้นจะไม่เป็นแสง ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถเก็บแสงไว้ในที่หนึ่งได้ เพราะแสงไม่อยู่นิ่ง แสงจะเคลื่อนที่ จากที่หนึ่งไปอีกที่ หรือมีรูปแบบทางการเคลื่อนไหว เหมือนอย่างที่พูดถึงในพระคัมภีร์ เหมือนอย่างที่โยบพูดถึง แสงที่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกประการ ดังนั้นโยบรู้ได้อย่างไรกว่า 3000 ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า อีกตอนหนึ่งของพระคัมภีร์ มีการพูดถึงเรื่องการเดินทางของนกในอากาศ และ ปลาในท้องทะเล ที่สอดคล้องกับ กระแสลมและน้ำ โดยที่คนยุคนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องกระแสน้ำ กระแสลมเลย หรือตอนที่ประกาศ อาโมสพูดถึง การนำน้ำ ทะเลมาหยดลงบนผืนดิน เขารู้เกี่ยวกับระบบการหมุนเวียนของน้ำ จากทะเลเป็นเมฆ เป็นฝนได้อย่างไร ส่วนในบทของโยบอื่นๆ มีประโยคหนึ่งพูดถึง “เมื่อดาวอรุณร้องเพลงขับขานร่วมกัน” ดูๆ ไปเหมือนเป็น ประโยค ปกติธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเมื่อเราทราบว่า ดวงดาราเปล่งแสงที่เป็นสัญญาณเสียงออกมาได้ ดังนั้น หมายความว่า เราสามารถฟังเสียงของแสงได้

      Ma Bell เป็นคนหนึ่งที่ได้ทดลองปรากฏการณ์นี้ ใน “ท่อแสง” ที่สามารถ ตรวจจับข้อมูลทั้งหมด ของแสงได้ ดาวพวกนี้ มีเสียงมีจังหวะของมัน และ ดาวแต่ละดวง มีจังหวะที่ต่างกันออกไป แล้วโยบรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่สมัยนั้น? หรือจากโมเสส เรารู้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์จากฝุ่นดิน เมื่อเราตวจสอบ พวกหินดินที่ดวงจันทร์ และ ส่วนประกอบอื่นๆ เราพบส่วนประกอบ 16 ชนิด ที่พบได้ในมนุษย์ทุกคน ทำไมมนุษย์ ถึงมีองค์ประกอบ แร่ธาตุในร่าง เหมือนในฝุ่นผงดิน?

      นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถ เข้าใจ หรืออธิบายได้หมด เช่นเรื่อง แม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์รู้ระบบการทำงาน ของพลังงานแม่เหล็ก ในการดูดวัตถุที่เป็นเหล็ก แต่เขาไม่สามารถ หาคำอธิบายได้ว่า ทำไมถึงดูดเหล็ก ไม่ใช่อลูมิเนียม และ ทำไมมันถึงทำงานเช่นนั้น เรื่องแรงดึงดูด เรื่องระบบชีวิต ทำไมชีวิตกำเนิดขึ้นมาได้ เรื่องแสง เรื่องพลังงานไฟฟ้า และอีกหลายๆ อย่างที่วิทยาศาสตร์ อาจสามารถอธิบาย คุณลักษณะการทำงาน ของมันได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจ แก่นของมันจริงๆ หรือ แม้แต่ให้ความหมายจริงๆ ของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งมีแต่ พระเจ้าที่รู้จริง ถึงพลังงานเหล่านั้น และใช้มัน ตามพระประสงค์ ของพระองค์ได้ เรามาดูกัน ดีกว่าว่าพระเยซูมีบทบาทอะไรกับพลังงานเหล่านี้บ้าง

  • ระบบแรงดึงดูด : พระเยซูดำเนินบนน้ำได้ หรืออีกนัยพระองค์ควบคุมระบบแรงดึงดูด และเปโตรก็เช่นกัน ที่เดินได้เมื่อพระองค์อนุญาติ
  • ระบบพลังงานแม่เหล็ก : พระดำรัสของพระองค์ เป็นดังพลังงานแม่เหล็ก ดึงดูดผู้คนมากว่า 2000 ปี เป็นพลังงานแม่เหล็ก ที่ดึงดูดคนและเปลี่ยนชีวิตผู้คน
  • ระบบพลังงานโมเลกุล : พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น พระองค์ควบคุมการจัด การเรียงตัวของโมเลกุลใหม่ได้
  • ระบบพลังงานชีวิต : พระเยซูทรงชุบลาซารัสให้เป็นขึ้นมาจากความตายได้ พระองค์รักษาโรคและอาการบาดเจ็บทุกชนิดได้ หรือ อีกนับพระองค์ควบคุมชีวิตได้
  • ระบบพลังงานไฟฟ้า : จากข้อความในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า จะเสด็จมาปานสายฟ้าแลบ จากตะวันออกสู่ตะวันตก
  • ระบบพลังงานแสง : พระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเยซูคือความสว่างของโลก พระองค์ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และ เป็นองค์ปฐมของความดีงามทั้งหมด และเป็นองค์ผู้ควบคุมพลังงานทั้งหมด
E = mc2

      ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ กล่าวไว้ว่า พลังงาน มีค่าเท่ากับ มวล x ความเร็วของแสง สแควร์ ได้ออกมาเป็นสูตร E = mc2 ถ้าเอาพลังงานมาหารด้วยความเร็วของแสง จะสามารถแปรพลังงาน เป็นสสารได้ ในพระคัมภีร์ว่าไว้ว่า พระเจ้าคือปฐม ของพลังงาน และทุกสรรพสิ่ง ถ้าพระเยซูคริสต์ ทรงเป็นองค์ความสว่าง (พลังงานแสง) ดังนั้น พระเจ้าหารด้วยพระเยซู จะสร้างได้ทุกอย่าง ตามสมการ ไอสไตน์ และเหมือนที่กล่าว ในพระคัมภีร์ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และควบคุมทุกสรรพสิ่ง

“ในปฐมกาล พระเจ้าทรงดำรงอยู่” ในปฐมกาล พระเจ้าทรงตรัส แล้วทุกสิ่งก็บังเกิดขึ้นมา พระดำรัสของพระเจ้า คือพลังงานในการสร้างทุกสรรพสิ่ง ขึ้นมาจากความว่างเปล่า

      นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลกมีอายุเป็นล้านล้านปีมาแล้ว และมนุษย์อยู่บนโลกมา เป็นล้านปีแล้ว แต่หลายๆ คนเชื่อเรื่อง ในหนังสือปฐมกาลว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกขึ้นมาและทั้งหมด เกิดขึ้นในอดีต ที่ไม่มากเกินไปขนาดนั้น ความเชื่อแบ่งเป็น2ฝ่าย และมีประเด็นโต้เถียงเรื่องนี้มานาน ในหมู่นักวิชาการ ถ้าเราตีความเนื้อหาทั้งหมด ในไบเบิ้ล ตามตัวอักษรเป๊ะๆ เราคงไม่พบ ความเกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับ วิทยาศาสตร์แน่ เหมือนการเปรียบเทียบ เรื่องอูฐลอดรูเข็มของพระเยซู หากตีความตามตัวอักษร เป๊ะๆ คงกลายเป็นเรื่องอัศจรรย์แน่ ดังนั้น การตีความถอดเนื้อหาจากพระคัมภีร์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลป์ หรือ วิทยาศาสตร์ แต่เป็นส่วนผสมของทั้ง 2 รวมกัน ซึ่งไม่มีกฎแน่นอนตายตัว ในการถอดความ พระคัมภีร์ ที่สามารถใช้ได้ทุกบท หรือ สถานการณ์ การที่จะเข้าใจ เนื้อหาเหล่านั้น ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอุปมาอุปมัย การอ้างอิง บริบท และเหนือสิ่งอื่นใด พระพร ปัญญาที่มาจากเจ้า





ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top