พระคำนั้น สำคัญไฉน เชื่อถือได้แน่หรือ?

ความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์
พระคัมภีร์มีคนหลายสิบคน ที่ไม่ได้อยู่ในสมัยเดียวกัน มีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน มีอาชีพต่างกัน
มีการศึกษา ต่างกัน ในการเขียน ซึ่งใช้เวลา ประมาณ 2,000 กว่าปี ในการเขียนเสร็จ แต่ว่า เนื้อความ ในพระคัมภีร์
จนถึงปัจจุบันนี้ คนทั่วโลกต่างก็ยกย่องพระคัมภีร์ คนจำนวนมาก รวมทั้งกษัตริย์หลายองค์ ต่างก็ยึดถือ ในพระวจนะของพระเจ้า
ปัจจุบันนี้ พระคัมภีร์ เป็นหนังสือเล่มเดียว ที่มียอดจำหน่าย มากที่สุดในโลก และก็แปล
เป็นภาษาต่างๆ มากที่สุด มีคนอ่าน มากที่สุด และมีศึกษา ค้นคว้า มากที่สุด ความจริง และข้อความในพระคัมภีร์
แม้จะผ่านมา ระยะเวลา เป็นพันๆ ปี แต่ก็ใหม่อยู่เสมอ ทำให้คนยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกมีรสชาด ยิ่งชอบดูและยิ่งมีค่า และความจริง
ในพระคัมภีร์นั้น ยังเต็มไปด้วย ฤทธิ์เดช พระคัมภีร์ สามารถเปลี่ยนแปลงคน ไปในทางที่บริสุทธิ์ได้ และพระคัมภีร์
ยังเปลี่ยนแปลง คนเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนแปลงประเทศ หลายประเทศ และสังคมหลายสังคม คนบาป และคนที่หมดอาลัย
ตายอยากในชีวิต หลายคน เพราะเหตุความจริงของพระคัมภีร์ ทำให้กลายเป็นคนที่ดีงาม เต็มไปด้วยสันติสุข
และความปิติยินดีมาก ต่อมาก
ฮีบรู 4:12
เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุ กระทั่ง
จิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูก และไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัย ความคิด และความมุ่งหมายในใจด้วย
|
และความจริงในพระคัมภีร์ ยังได้ผ่านการพิสูจน์ ทางด้านวิทยาศาสตร์มากมาย และพวกนักโบราณคดี
ที่กำลังรุ่งเรือง ได้ในยุคนี้ ก็มีเหตุมาจาก การเริ่มต้นเรื่องราวบันทึกในพระคัมภีร์ต่างๆ ทั้งสิ้น และร่องรอย หรือวัตถุโบราณ
ที่ค้นพบตาม หลักฐาน ที่ปรากฏในพระคัมภีร์นั้น ไม่ใช่มีเพียง 1 หมื่น หรือ 2 หมื่นชิ้น เท่านั้น แต่มีจำนวนเป็นล้านๆ ชิ้น
เกี่ยวกับ หลักฐาน ตามโบราณคดี นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ อารยธรรมมนุษย์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกซ์ เคมี ชีววิทยา
และหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์ ต่างก็ทำการค้นคว้า เกี่ยวกับพระคัมภีร์เรื่อยมา จนมาถึงปัจจุบันนี้ นอกจากจะหาข้อผิด หรือข้อขัดแย้ง ในพระคัมภีร์ไม่ได้แล้ว ตรงกันข้าม กลับทำให้ได้
หลักฐานมากมายว่า พระคัมภีร์นั้น เป็นเรื่องจริงไม่มีตำหนิ และน่าเชื่อถือที่สุด
อีกอย่าง คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ ก็ปรากฏเป็นจริงทุกข้อ อย่างมหัศจรรย์ เกินกว่ามนุษย์จะคิด
หรือเข้าใจได้ ยกตัวอย่างเช่น พระคัมภีร์ ได้พยากรณ์ไว้ว่า ก่อนจะสิ้นยุคนั้น ประเทศอิสราเอล จะกลับเป็นประเทศอีกครั้ง
ประเทศอิสราเอล ได้สูญเสียเอกราช ไป 2,600 ปีมาแล้ว แต่เมื่อปี ค.ศ. 1948 /5/14 กลับได้รวมตัวอีกครั้ง ซึ่งตรงคำทำนาย
ในพระคัมภีร์ทุกอย่าง นอกจากนี้ พระคัมภีร์ยังได้พยากรณ์อีกว่า เมื่ออิสราเอล รวมเป็นประเทศแล้ว ชาวอิสราเอล
ที่กระจัดกระจาย ไปทั่วโลกนั้น จะเดินทางกลับ ประเทศอิสราเอล วันนี้เราก็ได้เห็นแล้ว ว่าทุกๆ วัน ชาวอิสราเอลเป็นพัน ๆ
กำลังออกจากประเทศต่างๆ แล้วเดินทาง กลับประเทศอิสราเอล ซึ่งตรงตามคำพยากรณ์ ในพระคัมภีร์ทุกอย่าง
คนที่ศึกษาคำพยากรณ์ ในพระคัมภีร์นั้น ไม่มีใครสักคน ทีไม่ประหลาดใจ กับหนังสือพระคัมภีร์ อันมหัศจรรย์นี้
พระคัมภีร์ มาจากการดลใจจากพระเจ้า
2 ทิโมธี 3:16
พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน
การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
|
พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่ยอมรับว่า เป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งมาจากการดลใจ
ของพระเจ้า "ดลใจ" คำนี้อยู่ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า INSPIRATION และคำกิริยาของคำนี้ก็คือ
INSPIRE ซึ่งมีความหมายว่า จะระบายลม ออกจากจมูก เพราะฉะนั้น พวกเราอาจจะพูดได้ว่า พระคัมภีร์นั้นก็คือ
ลมปราณ ที่พระเจ้าระบายออกมา บรรพบุรุษของเรา คืออาดัมกับเอวา แต่เดิมนั้น สร้างขึ้นมาจากดิน และแต่เดิม
ก็เหมือนกับสัตว์ทั่วไป ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่พระเจ้า ทรงระบายลมปราณ เข้าไปในทางจมูก ของบรรพบุรุษ
ก็เพราะเหตุ ลมปราณนี้เอง ทำให้บรรพบุรุษของพวกเรา คืออาดัมกลายเป็นคน ที่มีชีวิตและวิญญาณ เพราะฉะนั้น
ลมปราณของพระเจ้า ก็คือวิญญาณ ก็คือชีวิต เช่นเดียวกัน พระคัมภีร์ก็เป็นวิญญาณ ก็คือชีวิต
พวกเราคริสเตียน เห็นความสำคัญในการอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน ก็เพราะว่า ชีวิตฝ่ายวิญญาณ
ของพวกเรานั้น ต้องพึ่งในลมปราณ ของพระเจ้าเท่านั้น จึงจะมีชีวิตอยู่ได้ คริสเตียน
ที่ไม่อ่านพระคัมภีร์ ก็เหมือนคน ที่หยุดกินอาหาร อาจตายได้ อีกด้านหนึ่ง มีคนจำนวนมาก
ที่อ่านพระคัมภีร์ เหมือนกับตำราโบราณคดี ธรรดาเล่มหนึ่งเท่านั้น และขณะที่อ่าน ก็มีท่าทีวิจารณ์ วิธีการใช้ภาษา
ในการอ่านพระคัมภีร์ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ ไม่ได้รับการช่วยจากพระคัมภีร์ ตรงกันข้าม ยิ่งอ่านยิ่งไม่เชื่อพระคัมภีร์
ชีวิตของเราต้องเปลี่ยนแปลง พระลักษณะของพระเจ้า ก็จะก่อร่างสร้างขึ้นใหม่ ในตัวเขา ทำให้เขายิ่งอ่าน ก็ยิ่งเข้มแข็ง
พระคัมภีร์ เป็นเสียงของพระคำของพระเจ้า

2 เปโตร 1:21
เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์
แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา
|
ในเหตุการณ์ ที่ภูเขาซีนาย ขณะนั้น พระเจ้าทรงใช้เมฆ หนาทึบ ในการปิดบังพระองค์เอง
และใช้เสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ แผ่นดินไหว สะเทือนในการเตือน ชาวอิสราเอล ว่าอย่าบุกรุกขึ้นมาบนภูเขา เพื่อจะไม่ตาย
ต่อมา พระเจ้าก็ตรัสมาจาก ยอดเขา ด้วยคำพูดที่น่ากลัว และน่าเกรงขาม เมื่อประชาชนได้ยิน พระสุรเสียงของพระเจ้า
ต่างก็ตกใจกลัวจนตัวสั่น และวิงวอนให้โมเสส เป็นตัวแทนพวกเขา ในการขึ้นไปบนภูเขา ฟังพระคำของพระเจ้า
แทนพวกเขา แล้วค่อยมาบอก เพราะพวกเขา จะได้ไม่พบกับความตาย เพราะว่า พระคำของพระเจ้านั้น
น่ากลัวจริงๆ แต่ต่อมา เมื่อโมเสสขึ้นไปบนภูเขา พระเจ้าก็ประทานพระคำให้แก่เขา และโมเสสก็เขียน 5 เล่ม (เบญบรรณ)
ออกมา แต่น่าเสียดาย ต่อมาประชาชน ขณะที่อ่านหนังสือเบญบรรณ กลับลืมไปนี่ว่าคือพระคำของพระเจ้า
และได้ละทิ้งความยำเกรงพระเจ้าในใจไปเสียหมดสิ้น
ปัจจุบันนี้ คริสเตียนจำนวนมาก เมื่ออ่านพระคัมภีร์ ไม่เข้าใจคำสอน
และคำแนะนำที่อยู่ในพระคัมภีร์ จึงทำให้ ไม่ได้รับฤทธิ์เดช ของชีวิตที่อยู่ในนั้น และไม่มีประสบการณ์
ในการที่ถูกพระคำของพระเจ้า เปลี่ยนแปลง และสร้าง เขาขึ้นมาใหม่ นั่นเป็นเพราะ เมื่อขณะที่เขาอ่านพระคัมภีร์นั้น
ไม่มีท่าทีในการนับถือและยกย่อง พระวจนะของพระเจ้า ไม่ได้รับความเชื่อว่า นั่นคือพระวจนะของพระเจ้า ถ้าหากคนๆ หนึ่ง
เชื่อว่าพระคัมภีร์ เป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ ละก้อ ขณะที่เขาอ่าน ก็ควรจะมีท่าที เหมือนกับชาวอิสราเอล
ขณะที่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ที่หน้าภูเขาซีนายเช่นกัน และจากที่นั่น เขาจะมีท่าทีและใจ ที่ยำเกรงพระเจ้า
และพระคำของพระองค์ ที่ได้บันทึกไว้
พระคัมภีร์เป็นพระวาทะที่มีการแสดงถึงพระสติปัญญาของพระเจ้า พระคำของพระเจ้า
ไม่ใช่เพียงแต่เสียง ที่ไม่มี ความหมาย ชนิดหนึ่ง พระคำของพระเจ้า
เป็นสติปัญญาของพระเจ้า ที่เผยให้มนุษย์ ในส่วนที่มนุษย์ สามารถเข้าใจได้ พวกเรารู้ดีว่า พระเจ้านั้น
ทรงรู้ทุกสิ่ง และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่พระเจ้าจะไม่ทราบ เพราะฉะนั้น ข้อความที่บันทึกอยู่ ในพระคัมภีร์นั้น
เป็นอำนาจที่สูงที่สุด มีผลต่อชีวิต ความเชื่อของพวกเรา และไม่มีวัน เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันนี้ หลายคนที่เทศนานั้น
ไม่ได้เทศนา พระคำของพระเจ้า แต่เทศนาเกี่ยวกับ ความรู้สึกของคน หลักปรัชญา และประสบการณ์ คริสเตียนจำนวนมาก
ยิ่งมาก็ยิ่งเกลียด การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า กลับชอบฟัง เรื่องที่มนุษย์ แต่งขึ้น เพราะฉะนั้น ในความคิดของพวกเขา
คือ ข้อความที่บันทึก อยู่ในพระคัมภีร์นั้น ถ้าหากรับได้ก็จะรับ ถ้าคิดไม่ออก และไม่เข้าใจก็ไม่เอา เมื่อเป็นเช่นนั้น เขากำลัง
นำเอาสติปัญญาของตนเอง เป็นการมาตัดสิน ในการรับสติปัญญา ของพระเจ้า เขาไม่เคยคิดเลยว่า ถ้าสติปัญญา
ของพระเจ้านั้น สามารถใช้สติปัญญาของมนุษย์เข้าใจได้ พระเจ้าเช่นนั้น จะเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ได้อย่างไร?
1 โครินธ์ 2:14
แต่มนุษย์ธรรมดา จะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณ แห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขา เห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา
และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่า จะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ
|
เพราะเหตุที่บรรพบุรุษของมนุษย์ หนีจากพระคำของพระเจ้า พวกเขาจึงหลงกลมารซาตาน
เพราะเหตุนั้น จึงได้ กระทำบาป และถูกไล่ออกจากสวนเอเดน พระเยซู ทรงยึดพระวจนะไว้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้น
พระองค์ทรงใช้พระวจนะ ในการโต้ตอบ การทดลองของมารซาตาน ทำให้มารซาตานพ่ายแพ้ไป และพระองค์ก็ได้ชัยชนะ
ปัจจุบันนี้ พวกคาทอลิค หนีจากพระคำของพระเจ้า กลับเอาคำสอน ของสันตะปาปา มาเป็นหลักแทน สุดท้าย จึงกลายเป็น
พวกเทียมเท็จ คริสเตียน ผ่านความทุกข์ยาก ลำบากมามาก จึงสำเร็จได้ และได้นำพระวจนะของพระเจ้า มาตั้งเป็นอำนาจ
สูงสุด ในหลักแห่งความเชื่อ ต่อมา หลักศาสนศาสตร์สมัยใหม่ กลับเอาสติปัญญาของมนุษย์ มาแทนพระวจนะของพระเจ้า
สุดท้าย กำลังทำให้คริสตจักร ตกต่ำเรื่อยๆ พระวจนะของพระเจ้า เป็นสติปัญญาของพระองค์ ทุกวันที่คุณอ่านพระคัมภีร์
คุณกำลังซึมซับ พระสติปัญญาของพระเจ้า เข้าไปทุกๆ วัน นั่นแหละ จะทำให้คุณเป็นคนที่มีปัญญา อย่างแท้จริง
ลำดับชั้นตอนในการเขียน และเนื้อหา

พระคัมภีร์ มีทั้งพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ มีทั้งหมด 66 เล่ม และมีผู้เขียนทั้งหมด 40
กว่าคน ซึ่งคนเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ในสมัยเดียวกัน มีสภาพแวดล้อม ที่ไม่เหมือนกัน มีอาชีพที่ไม่เหมือนกัน และเขียนกัน
คนละยุคคนละสมัย พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ใช้เวลาเขียนประมาณ 1,500 กว่าปี ถ้าตามหลักทั่วไปแล้ว พระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่มนี้
มีผู้เขียนจำนวนมาก เนื้อความ ต้องมีที่ขัดแย้งกันแน่นอน ถ้าไม่เช่นนั้น ผู้เขียนภายหลัง ก็ต้องเอาเนื้อความ ของผู้เขียนก่อน
มาอธิบายซ้ำอีก
แต่ทว่าความจริงแล้ว เนื้อความในพระคัมภีร์นั้น เต็มไปด้วยข้อความล้ำลึก มากมาย ทั้ง 66 เล่มนั้น
นอกจาก จะไม่มีที่ขัดแย้งกันแล้ว กลับมีเนื้อหาที่ต่างกัน แต่เติมซึ่งกันและกัน
ได้อย่างงดงาม นี่แสดงให้เห็น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผู้เขียนทั้ง 40 กว่าคนนั้น ถูกได้รับการดลใจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์
องค์เดียวกัน จึงไม่มีข้อขัดแย้งกัน แม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม กลับเสริมซึ่งกันและกัน และนี่ก็ไม่ใช่พูดแบบเดาสุ่ม
เพราะผู้เขียนทั้ง 40 กว่าคนนั้น ต่างก็เป็นพยาน ด้วยตัวเองว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ดลใจให้เขาเขียน เพราะฉะนั้น คนเขียนพระคัมภีร์ ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพระเจ้า และเพราะเหตุนี้
ผู้เขียนในพันธสัญญาใหม่ ต่างก็เรียกพระคัมภีร์ว่า "พระวจนะของพระเจ้า"
ไม่ใช่หมายความว่า ผู้เขียน 40 กว่าคนนั้น ตกอยู่ในลักษณะไม่รู้ตัว และถูกพระเจ้าบังคับ
และทำให้เขา ไม่มีอิสระ ในการเขียน และเขียนตาม ที่พระเจ้าบังคับให้เขียนเท่านั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า พระเจ้า
ทรงสามารถกระทำ ให้ทุกสิ่ง แต่พระองค์ก็ไม่ประสงค์ ที่บังคับมนุษย์ และทำให้เขาเป็นหุ่นยนต์ ในการเขียนพระคัมภีร์
แต่พระเจ้า ทรงกระทำให้ทุกสิ่ง และพระองค์ ก็สามารถให้มนุษย์ มีอิสระเต็มที่ ในการเขียน ที่จะรับการดลใจจากพระองค์
ในการเขียนพระคัมภีร์ ถ้าจะพูดถึงการบังคับ ก็มีเพียง พวกวิญญาณชั่วเท่านั้น ที่บังคับมนุษย์ ให้ทำตามใจชอบของมัน
โดยไม่ให้มนุษย์ มีอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง อย่างเด็ดขาด แต่พระวิญญาณของพระเจ้านั้นทรงให้อิสระแก่มนุษย์
เพราะฉะนั้น เราจึงเห็น วิธีการเขียน ในพระคัมภีร์ มีหลายอย่าง ที่ผู้เขียน แต่ละคน แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำ
การใช้อารมณ์, ความคิด, สภาพแวดล้อม, บุคลิกนิสัย, ความสัมพันธ์ และการใช้ภาษาต่างๆ แต่เมื่อเขียนเสร็จแล้ว
ก็ไม่มีการขัดแย้งกัน แม้แต่น้อย และกลายเป็น "พระวจนะของพระเจ้า" ที่ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
พระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่มนั้น เมื่อเขียนเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่มีคนยอมรับทันทีว่านั่นคือ "พระวจนะ
ของพระเจ้า" แต่เมื่อผ่านมา สักระยะหนึ่ง พระวิญญาณของพระเจ้า ก็เปิดเผย และทำงานในจิตใจของผู้ที่อ่าน
จึงทำให้เขา ยิ่งอ่าน ยิ่งสัมผัสกับ ความซาบซึ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อ 66 เล่มในพระคัมภีร์นั้น ถูกคนอ่านมากยิ่งขึ้น ทุกคนที่อ่าน
ต่างก็เริ่มยอมรับว่า นี่คือ "พระวจนะ ของพระเจ้า" เพราะฉะนั้น การที่บอกว่า พระคัมภีร์ เป็นพระวจนะ
ของพระเจ้านั้น ไม่ได้มาจากความคิดเห็น ของคนกลุ่มเดียว ในการตัดสิน แต่เป็น ความคิดของคนจำนวนมาก
ในคริสตจักรต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งยอมรับว่า พระคัมภีร์นั้น มาจากการดลใจ ของพระวิญญาณ ของพระเจ้าจริงๆ และเพราะว่า
เขาได้รับการเปลี่ยนแปลง จากพระวจนะ ของพระเจ้าจริงๆ
โรม 11:33-36
โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้น เหลือที่ จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์
ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้ เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่า เป็นที่ปรึกษาของพระองค์ หรือใครเล่า
ได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใด แก่พระองค์ ที่พระองค์ จะต้องประทานตอบแทน ให้แก่เขา เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์
และเพื่อพระองค์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์ สืบๆไป เป็นนิตย์ อาเมน
|
แท้จริงแล้ว พระสติปัญญาของพระเจ้านั้นสูงส่งมากนัก โดยพระสติปัญญาของพระเจ้า
พระองค์ทรงทราบดีว่า มนุษย์โลก ไม่สามารถ ที่จะใช้สติปัญญาของตนเอง ในการรู้จักพระเจ้าได้เลย เพื่อที่จะสำแดง
ความรัก อันยิ่งใหญ่ ของพระองค์ พระองค์ จึงไม่ทรง อยากที่จะให้มนุษย์ ใช้เวลา ใช้สมอง ในการไปหาพระคุณความรอด
พระองค์จึงทรง ทำให้ เหตุผลหรือแผนการณ์ พระคุณความรอดนี้ ให้ง่ายที่สุด เพื่อให้ทุกคนหาพบ แม้กระทั่งคนที่โง่ที่สุด
ต่างก็แสวงหา พบ และเช่นนี้ ทำให้คนเป็นจำนวนมาก ยิ่งได้รับความรอดจากพระเจ้า ทำให้คนที่ได้รับการช่วยเหลือ
จากพระองค์ ยิ่งขอบคุณ พระองค์ ทำให้พระสง่าราศี ของพระเจ้า ปรากฏออกมาได้สูงสุด ทำให้มารซาตาน ไม่มีทางคิดออก
อย่างเด็ดขาดว่า เพื่อที่จะช่วยไถ่ คนที่ชั่วให้รอดนั้น พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ มารับสภาพเป็นมนุษย์
มาถูกตรึงตายบนไม้กางเขน ด้วยการตายที่แสนจะอับอาย และทรมาน มารซาตานมันคิดว่า การที่มันฆ่าพระเยซูนั้น
เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดของมัน แต่ใครจะนึกถึงว่า สิ่งนี้ กลับทำให้แผนการณ์ทรงไถ่มนุษย์ ให้รอดจาก
ความผิดบาปนั้น สำเร็จ เมื่อถึงวันที่ 3 พระเยซูฟื้นจากความตาย มารซาตานมันจึงรู้ว่า อำนาจแห่งความตายของมัน
ได้ถูกทำลายลงแล้ว และรู้ว่า สติปัญญาของพระเจ้านั้น ล้ำลึกจนไม่สามารถวัดได้เลย
การที่เราจะตีความหมายพระคัมภีร์ให้ถูกต้องได้นั้น ต้องดูที่ท่าทีถูกต้องของเรา
ในการที่จะเรียนรู้ และนำมาใช้ ในทางที่ดี แต่ถ้าอยากเข้าใจ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็ต้องมีท่าทียำเกรง และทูลขอ
ให้พระวิญญาณทรงช่วย และเปิดเผย ให้เราเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
|