|
นิกายต่างๆ นั้นแตกต่างกันไปตามต้นกำเนิด ช่วงเวลา
ดินแดน ผู้เผยแผ่ศาสนา และสถานการณ์ ทางการเมือง และสังคม ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน
(Constantine the Great) พระองค์ได้ตั้ง ราชธานีใหม่ ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน
และได้พระราชทานนามราชธานีนี้ว่า "คอนสแตนติโนเปิล" หรือโรมันตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลาง
ของอาณาจักรไบแซนไทน์ อาณาจักรนี้ มีความอิสระ แยกออกจากโรมัน ตะวันตก ซึ่งมีโรมเป็นศูนย์กลาง
แต่เมื่อนานวัน อาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน จึงตีตนออกห่าง
และแยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมไปถึงการปกครองทางศาสนา มีความเป็นอิสระจากกรุงโรม ไม่ยอมรับใน
พระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกาย
ศตวรรษแรกในคริสตศาสนา เป็นช่วงระยะเวลาที่จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกเป็น
สองอาณาจักร คือ โรมันตะวันตกมีศูนย์กลางที่กรุงโรม ใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลาง ส่วนโรมันตะวันออก ซึ่งนิยมเรียกกันว่า
ไบแซนไทน์ มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล มีสหมิตรที่เป็นแนวร่วมเดียวกัน คือ เมืองอาเล็กซานเดรีย อันติอ็อค
(Antioch) และเยรูซาเล็ม ใช้ภาษากรีกเป็นภาษากลางสื่อสาร
1. โรมัน คาทอลิก ( Roman Catholic )
มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่สำนักวาติกัน กรุงโรม ใช้ภาษาละตินเป็น
ภาษาทางศาสนา มีประมุขสูงสุด คือ พระสันตะปาปา คาทอลิก แปลว่า สากล คริสตศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิก
จึงไม่ถือว่าตนเองคือ นิกายหนึ่งของคริสตศาสนา แต่เป็นคริสตศาสนาที่สืบเนื่อง มาจากต้นกำเนิด
และถือว่าพวกตน เป็นผู้อนุรักษ์ คำสั่งสอน ที่ได้รับมาจากพระเยซู ก่อตั้งเป็นองค์การใหญ่ ในโลกคริสต์ศาสนา
โดยมีแรงกดดันทางการเมือง สนับสนุน คาทอลิกจะถือเซนต์ปีเตอร์ ผู้เผยแผ่แรก เป็นศาสดาใหญ่
และเป็นผู้สืบต่อโดยตรงจากพระเยซู ปัจจัยดังกล่าว ทำให้อาณาจักรโรมันคาทอลิก มีอำนาจกว้างขวางออกไป
มีการแต่งตั้งประมุข แห่งคริสตจักร คาทอลิกคือองค์พระสันตะปาปา หรือโป๊ป มีศักดิ์เท่าราชาธิราชโรมัน
นอกจากนี้ คาทอลิกถือคัมภีร์ไบเบิลเป็นคำสอนของพระเยซู มีลัทธิปฏิบัติ 7
ประการคือพิธีบัพติสมา พิธีศีลกำลัง พิธีศีลมหาสนิท พิธีแต่งงาน พิธีสารภาพบาป พิธีเจิมครั้งสุดท้าย และพิธีเข้าบวช
2. นิกายออร์โธดอกซ์ ( Orthodox )
Orthodox มาจากคำว่า Orhtos เป็นคำภาษากรีก แปลว่าสัจธรรม
หรือความเที่ยงตรง ผสมกับคำว่า Doxa เป็นภาษากรีกเช่นกัน แปลว่า ศรัทธารวมกัน หมายถึงความเชื่อ
ตามบัญญัติอันแท้จริงในพระคัมภีร์เดิม เป็นนิกาย แรก ที่แยกตัวออกมาเป็นอิสระจากสำนัก วาติกันในกรุงโรม
โดยมีสาเหตุใหญ่ที่สุดคือ การปฏิเสธในอำนาจของ พระสันตะปาปา ประกอบกับ มีพื้นภูมิประเทศที่ห่างไกล
จากอำนาจของโรมันตะวันตก จึงเป็นการง่ายที่จะตั้งตนเป็น อิสระ และปฏิบัติพิธีกรรมความเชื่อ ไปตามวัฒนธรรมดั้งเดิม
ของตนผสมผสมผสานกับความเชื่อใน คริสตศาสนา ดังนั้นนิกายออร์ธอด็อกซ์ จึงมีลักษณะที่ค่อนข้างแปลกแยก
จากพวกคาทอลิค และพวกโปรเตสแตนด์
ลัทธิออร์โธดอกซ์กำเนิดในปาเลสไตน์ เกิดในปีค.ศ.1054 โดยหลังจาก
พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์แล้ว 2 เดือน ศิษย์ของพระเยซู เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา เปรโตไปกรุงโรม ขณะที่เปาโลไปกรีซ
ต้นสายของออร์โธดอกซ์ จึงมีรกรากอยู่ที่ภูเขาอาธอส ในประเทศกรีซ
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดกับนิกายคาทอลิกในสมัยนั้นคือ ออร์โธดอกซ์
ถือพระผู้เป็นเจ้า และพระเยซู เป็นหนึ่งเดียว บุคคลจึงไม่ต้องไปขอไถ่บาป กับบาทหลวงผู้ใด สำหรับโรมันคาทอลิก
แยกสายไปที่กรุงโรมเมื่อปี ค.ศ. 50 ก่อนหน้านี้
ปัจจุบันนี้ นิกายออร์ธอด็อกซ์มีอิสระภาพในด้านความเชื่อและการปกครองของตนเอง
โดยไม่ต้องขึ้นต่อ สำนักวาติกัน ของโรม มีปาตริอาร์ค เป็นประมุข แต่ก็มีออร์ธอด็อกซ์ บางกลุ่ม ที่ยังขึ้นต่อ สำนักวาติกัน
เรียกว่า ออร์ธอด็อกซ์คาธอลิค พวกนี้มีพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นแบบตะวันออก แต่ระบบการปกครอง อยู่ภายใต้การชี้นำ
ของสำนักวาติกัน ประเทศที่นับถือนิกาย ออร์ธอด็อกซ์ส่วนมากเป็นพวกยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์
ยูโกสลาเวีย รัสเซีย ฯลฯ
ที่รัสเซียนั้น ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากอาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรโรมันแห่งที่สาม
มีศูนย์กลางที่มอสโคว์ อย่างไรก็ตาม พอสิ้นสุดระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เข้าสู่ยุคการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ความรุ่งเรืองของศาสนา ได้ลดลงไป แต่ยังไม่ถึงกับศูนย์สลาย
3. โปรเตสแตนต์ ( Protestantism )
มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและชีวิต คริสตชน
โดยเรียกพวกที่ไม่ใช่คาทอลิค หรือออร์ธอด็อกซ์ว่า "โปรเตสแตนด์" (Protestant) ซึ่งแปลว่า "ประท้วง", "ผู้คัดค้าน"
แยกตัวในปี ค.ศ. 1529 โดยมาร์ติน ลูเธอร์ ชาวเยอรมัน และผู้สนับสนุน ในยุคที่ฝ่ายคาทอลิกเกิดปัญหาขึ้นมากมาย
ทั้งในหมู่คณะสงฆ์ และการตีความพระคัมภีร์
มาร์ติน ลูเธอร์ (1483-1546) เกิดที่แซกซอน ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนยากจน
แต่มีโอกาสได้ร่ำเรียน ได้รับการศึกษาสูงจนจบปริญญาเอก และได้ศึกษาเทวศาสตร์ และได้เป็นครูในมหาวิทยาลัย
มีผู้รักใคร่ เชื่อถือ จำนวนมาก ต่อมาลูเธอร์ มีโอกาส เข้าสู่ชีวิตนักบวชและแสวงบุญที่กรุงโรม และตะลึง ที่เห็นว่า
สังฆราชมีชีวิตอยู่ ฟุ้งเฟ้อ เลิศเลอ จนเกินเหตุ จึงเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา ต่อมาได้ตีความพระคัมภีร์
ไบเบิล และวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาศาสนาของยุคกลาง พระศาสนจักร ซึ่งในขณะนั้นมีการขายใบบุญกันมาก
ความคิดของ มาร์ติน ลูเธอร์ ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลาย
ออกไปทั่วยุโรป การเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้พระสันตะปาปา และฝ่ายสังฆราช ไม่พอใจและประกาศบัพพาชนียกรรม
(ขับไล่ - Excommunication) มาร์ติน ลูเธอร์ ในปี ค.ศ. 1521
ต่อมาทางฝ่ายสังฆราชบัญญัติกฎที่หาประโยชน์แต่กลุ่มของตนเอง
เอาเปรียบหลอกเงินชาวบ้าน ลูเธอร์ จึงเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลาย มาหารือกันว่าจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างไรดี
เรื่องกระทบไปถึงวงการการเมือง เพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 แห่งเยอรมนี เกรงว่าความแตกแยกทางศาสนา
จะทำให้กลุ่มแตกแยก ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว กระเทือนบัลลังก์ของพระองค์
จึงให้เปิดสภาไต่สวน เพื่อเอาผิด ลูเธอร์ ซึ่งปรากฏว่า สภาจับผิด อะไรไม่ได้ แต่ก็ลงเอยด้วยการประกาศให้ลูเธอร์
เป็นคนนอกศาสนาอยู่ดี สุดท้าย ลูเธอร์ แต่งหนังสือบรรยาย ความเห็น แสดงลัทธิใหม่ แปลคัมภีร์ไบเบิลออกมา
เป็นถ้อยคำที่ชาวบ้านทั่วไป อ่านแล้วเข้าใจ จึงเป็นที่แพร่หลาย มาจนถึงปัจจุบัน
การกำเนิดของนิกายโปรเตสแตนต์ มีผลสำคัญทั้งทางศาสนา และการเมืองมาก
เพราะเป็นการทำลาย การติดต่อเกี่ยวพัน ในระหว่างพวกคริสต์ และทำให้กลุ่มคาทอลิก สังคายนาระเบียบ
ของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ฝ่ายคาทอลิก ตัดรอนอำนาจของสังฆราชในกรุงโรม
ทำให้เกิดรัฐอิสระอีกหลายแห่ง ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงเรียกว่าเป็น ช่วงปฏิรูปศาสนาหรือ Reformation
การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็กๆ ในภายหลัง โดยกลุ่มที่เป็นตัวเคลื่อนไหวนี้
มี 3 กลุ่ม คือ
- นิกายลูเธอรัน ( Luthheran )
ตรงจุดนี้ ได้นำไปสู่การแตกแยกเป็นนิกายใหม่ ในเวลาต่อมา ชีวิตของลูเธอร์
ในระยะนี้ต้องหลบ ตลอดเวลา แต่ก็ทำให้ มีเวลาแปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนเกี่ยวกับ พิธีกรรม
รวมทั้งศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้ชาวบ้าน และคนทั่วไป สามารถเข้าใจหลักคำสอนและ พิธีกรรม
ซึ่งแต่เดิมมาเขียนเป็นภาษาละติน จึงยากแก่การสื่อความหมายให้เข้าถึงได้ จึงรู้ได้เฉพาะ ปัญญาชน นักบวชและ
นักศาสนาเท่านั้น
ผลงานของลูเธอร์นี้ ได้สร้างคุณประโยชน์ แก่ผู้ที่ไม่รู้หนังสือละติน
ได้มีโอกาสเข้าใจแก่นแท้ ของศาสนาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของลูเธอร์ ที่ต้องการให้บุคคลสามารถ
รับผิดชอบใน ความเชื่อของตน โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่ 3 เช่น พระหรือนักบวช กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในศาสนา
เป็นเพียง สิ่งเปลือกนอก ที่ไม่สำคัญเท่ากับการที่บุคคลนั้นได้เผชิญหน้า ต่อพระพักตร์พระเจ้า ด้วยตนเอง
นิกายนี้ จึงได้ตัดประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนศีลศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องออกไปเหลือแต่ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท
และสนับสนุนให้บุคคลเอาใจใส่ต่อพระคัมภีร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์ เข้าถึง ความรอด
ส่วนบุคคลภายในโบสถ์ของโปรเตสแตนต์ จึงไม่มีรูปเคารพ และศิลปกรรมที่ตกแต่ง ดังเช่น โบสถ์คาทอลิค
บนแท่นบูชามีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้น ที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เป็นเพียง
เปลือกนอกที่มาจากตัณหาของมนุษย์ และทำให้เราเกิดความยึดถือ ยึดติด ไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้
- กลุ่มคริสตจักรฟื้นฟู ( Reformed Christianity )
2.1 อูลริช สวิงลี ( Ulrich Zwingli )
เกิดที่สวิสเซอร์แลนด์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1848 - 1531 ได้รับแนวความคิดจากลูเธอร์ และปรัชญามนุษยนิยม
อูลริชไม่เห็นด้วย กับความคิดที่ว่า พิธีล้างบาป และพิธีศีลมหาสนิท เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อภายนอก
เท่านั้น หาใช่ความเชื่อในพระเจ้า อย่างแท้จริง เพราะพิธีล้างบาป ก็คือการปฏิญาณตน และ พิธีศีล
มหาสนิท ก็คือการระลึกถึงวันเลี้ยง มื้อสุดท้ายของพระเยซูเท่านั้น พิธีเหล่านี้ ไม่ใช่พิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์
ในตัวของมันเอง ดังที่เชื่อกัน ในสมัยนั้น จนทำให้คนส่วนมากละเลยที่จะศึกษา พระวจนะเขาได้ปรับ
พิธีกรรมให้เรียบง่าย และเน้นที่ แก่นแท้ของคำสอน
2.2 นิกายคาลวิน ( Calvinism )
ผู้ริเริ่มและบุกเบิกนิกายนี้ คือ จอห์น คาลวิน หรือคาลแวง เป็นชาว ฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่
มหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้สนใจ แนวคิดทางศาสนาของลูเธอร์และสวิงลี จึงได้รับคำสอนเหล่านั้นมาปรับปรุง
คำสอนของเขาแพร่หลายเข้าไปถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า เปรสไบทีเรียน
คาลวินมีอิทธิพลในกรุงเจนีวา เขาถูกเชิญไปที่นั่นหลายครั้ง จนกระทั่ง
ได้อาศัยอยู่ที่เจนีวา จนสิ้นใจ ในปี 1564 ผลงานที่สำคัญ คือ หนังสือศาสนา ที่ต่อมาได้กลายเป็นหลัก เทวศาสตร์
ของโปรเตสแตนต์ ชื่อ "สถาบันทางศาสนาคริสต์" (The Institutes of the Christian Religion)
แต่เดิมเขียนเป็นภาษาละติน แต่ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในเวลาต่อมา และถูกพิมพ์ถึง4 ครั้ง
ในช่วงที่คาลวินมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจ ศรัทธาของชาวคริสต์ คำสอนของ
ออกัสติน (Augustin) อีกทั้งทำให้เราเข้าใจ อำนาจของพระเจ้า เข้าใจในเรื่องบาปกำเนิด และชะตาที่ถูกลิขิตโดยพระเจ้า
นอกจากนี้ คาลวินได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยเจนีวา และทำให้กรุงเจนีวา เป็นศูนย์นัดพบของชาวโปรเตสแตนต์ทั่วยุโรป
- นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England)
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แองกลิคัน" มีกำเนิดในประเทศอังกฤษ
โดยมีสาเหตุมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการให้พระสันตะปาปา ที่กรุงโรมอนุญาตให้หย่าร้าง และอภิเษกสมรสใหม่
แต่ได้รับการปฏิเสธจาก พระสันตะปาปา จึงไม่พอพระทัย ประกาศตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่า เชิร์ช ออฟอิงแลนด์
ไม่ขึ้นต่อกรุงโรม และทรงแต่งตั้ง โธมัส แคลนเมอร์ เป็นอาร์คบิชอป แห่งแคนเทอเบอรี่
กลุ่มฟื้นฟูศาสนาตามที่กล่าวมาในตอนต้นนี้ทั้ง 3 กลุ่ม ได้ทำได้เกิดนิกายเล็กๆ ต่อมา
ซึ่งล้วนแต่รับโครงสร้าง ของโปรเตสแตนต์ ในที่นี้จะกล่าวถึงบางกลุ่มเท่านั้น คือ
1. คณะเพ็นเทคอส (Pentecoste)
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับอิทธิพลคำสอนของกลุ่ม ขบวนการชีวิตที่บริสุทธิ์
(Holiness Movement) แล้วนำ มาสอนในโรงเรียน ให้มีการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระคัมภีร์
เป็นมาตรฐานของความเชื่อ และ การดำเนินชีวิต แต่จะเน้นหนักในเรื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทาน
และการอัศจรรย์ ให้ความสำคัญ เรื่อง ของนิมิต คำพยากรณ์และการทรงสำแดงของพระเจ้า เน้นให้พระวิญญาณทรงนำ
เพราะฉะนั้น แม้จะมีระเบียบ การนมัสการ แต่ก็ไม่ได้ยึดถืออย่างเคร่งครัด ให้เป็นอิสระภายใต้การนำ
ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
2. คณะแบ๊บติสต์ (Baptist)
เริ่มมาจาก กลุ่มหนึ่งของพิวริตินในอังกฤษ ที่แยกตัวจากคริสตจักรแห่งอังกฤษ
ต่อมาได้ขยายไปยัง ประเทศ เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เน้นว่าความรอดเป็นของส่วนบุคคล จึงควรให้บัพติศมา
แก่ผู้ที่สามารถ ตัดสินใจ ด้วยตนเองได้เท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่เห็นด้วยกับการให้บัพติศมาแก่เด็ก
ต้องเป็นแบบจุ่มทั้งตัวลงไป โดยอ้าง จากรากภาษาเดิมของคำว่า แบ๊บติสต์ คือ การฝังลงไป เป็นเครื่องหมายของ
การฝังชีวิตเก่าขึ้นจากน้ำ หมายถึง การเป็นขึ้นมาใหม่ มีพระคัมภีร์เป็นมาตรฐานความเชื่อ และการดำเนินชีวิต
ให้ความสำคัญด้านสัมพันธภาพสมาชิก
3. เพรสไบทีเรียน (Presbyterian)
ก่อตั้งในช่วงปี 1530 โดยจอห์น คาลแวง เป็นนิกายที่แยกย่อยมาจาก
โปรเตสแตนต์ มุ่งหวังให้จัดวงการสงฆ์ ให้เป็นระเบียบแบบแผน ความเชื่อของนิกายนี้คือถือศรัทธาเป็นใหญ่
ถือว่าพระพรของพระเจ้า เปลื้องทุกข์ให้มนุษย์ มาถึงโดยตรงต่อผู้มีศรัทธา ไม่ใช่มาจากพระผู้ทำพิธี
เป็นเพียงผู้ทำตามระเบียบปกครอง ของคณะที่มีอยู่เท่านั้น
4. เมธอดิสต์ (Methodism)
เกิดขึ้นโดยจอห์น เวสลีย์ ( John Wesley : ค.ศ. 1703 - 1791)
เป็นชาวอังกฤษ ที่มีจุดประสงค์ ต้องการให้ ผู้นับถือพระเจ้า มีอิสระภาพมากขึ้น สามารถปฏิบัติศาสนา
ไปตามหลักของเหตุผลให้เหมาะแก่ชีวิตของตน
5. เควกเกอร์ (Quaker) หรือสมาคมมิตรภาพ (Society of Friends)
เกิดในอังกฤษ โดยยอร์ช ฟอกซ์ ( George Fox : 1624 - 1691)
แต่แพร่หลายในอเมริกาโดย วิลเลี่ยม เพน (William Penn : 1644-1718) โดยเฉพาะในรัฐเพนซิลเวเนีย
(Pennsylvania) เป็นดินแดนแห่งแรก ที่เพนได้มา ตั้งรกราก และทำการเผยแพร่ศาสนา นิกายนี้ ต้องการรื้อฟื้นศาสนาคริสต์
แบบดั้งเดิม จึงเน้นประสบการณ์ตรง ในการเข้าถึงพระเจ้า โดยใช้แสงสว่างที่เกิดขึ้นภายใน (Inner Light)
6. เซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ (Seven Day Adventists)
- [สอนพระคัมภีร์ผิด]
เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของกลุ่มแอดแวนติสต์ กลุ่มนี้ เน้นวันสุดท้ายของโลก
และการเสด็จมาของพระคริสต์ ในวันพิพากษาโลก เพื่อทำให้บริสุทธิ์อีกครั้ง ผู้นับถือมีทั่วโลก
โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น กลุ่มนี้ได้ส่ง ศาสนฑูตเข้ามาเป็นครั้งแรกในปี 1918
นอกจากนี้ ยังมีลัทธิเทียมเท็จเกิดขึ้นมากมาย โดยจะมีพื้นฐานหลักการ
มาจากคริสตศาสนา แต่ได้บิดเบือน ข้อเท็จจริง และรายละเอียดความเชื่อแตกต่างจากเดิมไปมาก
ได้แก่ พยานพระยะโฮวาห์ (Jehovah's Witnesses), มอร์มอน (Mormon), ลัทธิมูนนี่, โยเร (Joreh), ฯลฯ
|