|
ในปัจจุบัน ลัทธิเทียมเท็จที่ถือว่าคุกคามเป็นภัย และขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดคือ
"พยานพระยะโฮวาห์" (Jehovah's Witnesses) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า "สมาคมหอสังเกตการณ์"
(WatchTower) ทั้งนี้ ก็เพราะความ กระตือรือร้น ในการ ประกาศของสมาชิก กลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่เผยแพร่คำสอนที่ผิดของเขา
แต่ยังได้ปรักปรำ หลักคำสอนของคริสเตียน ยุทธวิธีในการประกาศที่เด่น ของพวกพยานพระยะโฮวาห์
ก็โดยผ่านทาง วรสาร,แผ่นปลิว และหนังสือซึ่งแจกจ่าย ออกไปมากถึง 160 ประเทศ ทั่วโลก
แบบอย่างที่ดีในการทำงานของพวกนี้ คือ การทุ่มเท และกระตือรือร้นในการส่งมิชชันนารี
และประกาศโดย ผ่านทางสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะการเคาะประตูตามบ้าน ดังรายงานที่พวกพยานพระยะโฮวาห์อ้าง
คือ เพียงปี 1952 หนังสือของรัทเธอร์ฟอร์ด (หนึ่งในผู้นำต่อจากเขา) ขายได้ถึง 22 ล้านเล่ม, ปี 1954 วารสาร
"หอสังเกตการณ์" ขายได้เดือนละ 2 ล้านเล่ม ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 40 ภาษา และ 55 ล้านเล่ม
ใน 162 ประเทศ เมื่อมาถึงปี 1957 พวกนี้ยังอ้างอีกว่า สมาชิกของเขาใช้เวลาในการเป็นพยานตามบ้าน
และมุมถนนถึง 34 ล้านชั่วโมง ใน แต่ละปี แม้หลักข้อเชื่ออันหนึ่งของพวกนี้ จะปฏิเสธการใช้สิทธิอำนาจสูงสุดของมนุษย์
แต่ในทางปฏิบัติ ผู้นำของ พวกพยานพระเยโฮวาห์ ได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองสมาชิกของพวกเขา
I. ผู้ก่อตั้ง
1. ชาร์ลส์ เทส รัสเซลล์ (1852-1916)
1.1 ประวัติความเป็นมา พ่อของเขาเป็นพ่อค้าผ้าที่ร่ำรวยแห่งเมืองพิทส์เบอร์ค รัฐเพนซิลวาเนีย
สหรัฐอเมริกา ตอนเด็ก รัสเซลล์มีความกลัวอย่างมากในเรื่องนรก จนอายุ 20 ปี ได้รับอิทธิพลคำสอนของพวกเซเว่นเดย์
ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อของเขา ในเรื่องการพิพากษานิรันดร์ และปฏิเสธคำสอน เรื่องนรกในพระคัมภีร์ ซึ่งเขา
อธิบายว่าเป็นหลุมฝังศพ เขาเองยังปฏิเสธคำสอนเรื่องพระเจ้า รัสเซลล์เองก็ไม่เห็นด้วย กับคำสอนของพวก เซเว่นเดย์บางเรื่อง
เนื่องจากความผิดหวังนี้เอง ทำให้เขาแยกตัวออกมา และตั้งกลุ่มของเขาเองซึ่งใช้ชื่อว่า "หอสังเกตการณ์
แห่งซีโอน" (Zions Watch Tower) จนปี 1884 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Watch Tower Bible and Traot Society
พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นศิษยาภิบาล ส่วนเงินทุนดำเนินงานทั้งหมด ก็มาจากการค้าผ้า ของต้วเขาเอง
1.2 ผลงาน แท้จริงรัสเซลล์ไม่เคยผ่านโรงเรียนพระคัมภีร์มาเลย แต่เขาก็ตั้งตัวเองเป็นประธานกลุ่มแล้ว
และเริ่มผลงานทางด้านวรรณกรรม ใช้เป็นบทเรียนการศึกษาพระคัมภีร์มีชื่อว่า The Studies in the Scriptures ซึ่งต่อมา
กลายเป็นพื้นฐานความเชื่อ ของสาวกของเขาในเวลาต่อมา งานเขียนที่สำคัญของรัชเซลล์คือชุด
"บทเรียนในพระคัมภีร์" มี 7 เล่ม แต่เขาได้เสียชีวิต ก่อนที่หนังสือเล่มที่ 7 ของเขาจะถูกพิมพ์ออกมาในปี 1917
รัสเซลล์โอ้อวดว่า "ถ้ามนุษย์ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่อ่านคู่มือการศึกษา
พระคัมภีร์ของเขาแล้ว ผู้นั้นจะเดินไปสู่ความมืด แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนใดอ่านบทเรียนของเขา แม้ไม่ได้อ่าน
พระคัมภีร์สักหนึ่งหน้าเลย ชีวิตของผู้นั้นจะพบกับความสว่างแน่นอนภายใน 2 ปี"
คำกล่าวที่เพี้ยนของรัสเซลล์ ในหนังสือเล่มที่ 1 หน้า 348 ของเขา
"โปรดทราบว่า ไม่เคยมีหลักศาสนศาสตร์ ระบบใดเลย ที่กล่าวอ้าง หรือพยายามประสานข้อความทุกประโยค
ในพระคัมภีร์ให้กลมกลืนกันได้สนิท ในระบบนั้นๆ เอง แต่เราสามารถทำอย่างนี้ได้แล้วโดยสมบูรณ์"
กล่าวเป็นที่เข้าใจคือ รัสเซลล์ได้สร้างหลักคำสอน ทางศาสนศาสตร์ อย่างเป็นระบบที่ถูกต้อง และสมบูรณ์
เพียงผู้เดียวเท่านั้น
1.3 การทำนายของรัสเซลล์ เขาได้ทำนายว่า คริสตจักร โรงเรียน ธนาคาร และรัฐบาลทั้งหมดของเรา
จะถูก ทำลาย หมดสิ้นภายในเดือนตุลาคม 1914 และต่อมา เขาได้สัญญาว่า การทำลายล้างจะมีต่อไปเรื่อยๆ จนเสร็จ สิ้นในปี
1925 ในหนังสือเรียนในพระคัมภีร์เล่ม 4 หน้า 662 พูดถึงแผ่นดินของพระเจ้า "อิทธิพล และงานของ
แผ่นดินของพระเจ้าจะมีผลให้ รัฐบาลต่างๆ (โรม 13:1 ผู้ที่มีอำนาจปกครอง) ใน ยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย (กาลาเทีย 1:4)
ถูกทำลายลงหมดทุกแห่ง ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และแง่งานคริสตจักร ก่อนสิ้นเวลากำหนดของ คนต่างชาติ (ลูก 21:24) ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคม 1914 แต่เมื่อถึงเวลาก็ปรากฏว่า ไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เขากล่าวไว้
1.4 ชีวิตทางศีลธรรม ชีวิตของรัสเซลล์ทางครอบครัวล้มเหลวเพราะในปี 1913 ภรรยาฟ้องหย่า
เขาถูกกล่าวหา ในเรื่องการล่วงประเวณี การเป็นคนใช้อำนาจบาตรใหญ่ ความไม่สัตย์ซื่อทางการเงิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ผู้นำ
ต่อจากเขา แม้สมาชิกของกลุ่ม ประกาศตัดเขาออกจากคณะ และการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มลัทธินี้ แม้ว่าเขาเป็น
ผู้ริเริ่มลัทธินี้ และหลักคำสอนของพยานพระเยโฮวาห์ปัจจุบัน รัสเซลล์ก็เป็นผู้เริ่มขึ้น รัสเซลล์ยังถูกฟ้องร้อง
ในข้อหาฉ้อโกงในเรื่องการขาย "ข้าวสาลีพิศวง" ในราคาที่แพงเกิดความเป็นจริง
1.5 การแบ่งแยก (แตก) ของกลุ่ม รัสเซลส์ตายในปี 1917 นิกายของเขาก็ได้แตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มใหญ่มีชื่อว่า "พยานพระเยโฮวาห์" ส่วนกลุ่มเล็กเรียกตัวเองว่า "นักเรียนพระคัมภีร์ยามรุ่งอรุณ"
(The Dawn Bible Students) เรายอมรับว่า พวกพยานพระเยโฮวาห์ได้ใช้ชื่อเรียกกลุ่มของตนเอง คล้ายคลึงกับคริสเตียน
อย่างมาก เช่น สมาคมนักเรียนพระคัมภีร์สากล (International Bible Students), หรือ สมาคมนักอ่านพระคัมภีร์
สากล (International Bible Reading Association) และ Metropolitan Pulpit.
1.6 คำสอน เขาโกหกว่ามีความรู้ทางภาษากรีกและลาติน แต่เมื่อมีการพิสูจน์ความจริงต่อหน้าผู้พิพากษา
เขาก็ไม่ สามารถอ่านได้ รัสเซลล์ไม่เคยผ่านโรงเรียนพระคัมภีร์มาก่อนเลย แต่เขากล้าประกาศต่อหน้า สาธารณชนว่า
คริสตจักร และศิษยาภิบาลนั้นสอนผิด เขายกตัวเอง ให้อยู่ในระดับเดียวกัน กับอัครทูตเปาโล, Wycliffe และมาร์ติน ลูเธอร์
เขากล่าวต่อไปว่า พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ ฉบับต่างๆ นั้น ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ก็ผิดหมด มีเพียงของเขา
ที่เป็นรูปแบบคริสเตียน ที่ถูกต้องที่สุด
2. โยเซฟ เอฟ รูเธอร์ฟอร์ด
เป็นประธาน Watchtower Bible and Tract Society แทนรัสเซลล์ในปี 1917 จนถึง 1942
ซึ่งเขาเสียชีวิต เมื่ออายุ 72 รูเธอร์ฟอร์ดเป็นทนายความ และผู้ช่วยผู้พิพากษาที่เมือง Booneville รัฐ Missouri
และย้ายไป New York มีสาวกของรัสเซลล์บางคนไม่พอใจ จึงได้แยกตัวเองออกมาตั้งนิกายใหม่ โดยได้รับคำตักเตือน
จากรูเธอร์ ฟอร์ด ว่า พวกเขาต้องได้รับความทนทุกข์ถึงความพินาศ ถ้าพวกเขาไม่ยอมกลับมา รูเธอร์ฟอร์ดมีอำนาจมากขึ้น
จนกระทั่งควบคุมทั้งคณะอย่างสิ้นเชิง คนใดที่ไม่เห็นด้วยกับเขาก็จะถูกขับไล่ทันที
ในปี 1931 เขาใช้พระธรรมอิสยาห์ 43:10 ในการตัดสินใจเปลี่ยนชื่อองค์การของเขาเป็น
"พยานพระเยโฮวาห์" (Jehovah's Witnesses) โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงก็เพื่อกำจัดทุกสิ่ง
และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัสเซลล์ เนื่องจากเขาเป็นคนที่หัวรุนแรงถึงขนาดตัดขาด และแยกกลุ่มของเขา
ออกจากคริสตจักร ซึ่งเป็นผลทำให้ พวกพยานพระเยโฮวาห์ เป็นที่เกลียดชังของคนมากมาย
ครั้งหนึ่งรูเธอร์ฟอร์ดพูดด้วยความโอ้อวด ในหนังสือของเขาชื่อ "light" (ความสว่าง)
ว่า "ก่อนหน้าปี 1930 พระเจ้าไม่โปรดให้มีการสำแดงใดๆ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ที่จะให้เราเข้าใจ
การสำแดงของพระองค์" แท้จริงรูเธอร์ฟอร์ดกำลังบอกว่า ตัวเขานั้นเองที่เป็นการสำแดงจากพระเจ้าในปี 1930
นั้นเอง! นับว่ารูเธอร์ฟอร์ด เป็นนักบริหารที่มีความสามารถ จึงได้นำความก้าวหน้า และการเปลี่ยนแปลงมาสู่คณะอย่างมาก
โดยเฉพาะผลงาน ทางการเขียนหนังสือ และ หนังสือเล่มเล็กๆ ตลอดจนแผ่นปลิวมากมายกว่ารัสเซลล์ แต่หลักคำสอน
และข้อเชื่อ ไม่ได้เป็นของใหม่ ที่แตกต่างจากผู้นำคนแรก คือรัสเซลล์ รูเธอร์ฟอร์ดยังเป็นคนแรก ที่ริเริ่มการประกาศ
แบบ เคาะประตูตามบ้าน ซึ่งเป็นผลให้กลุ่มเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว
3. นาธาน คนอร์ (Nathan H. Knorr)
หลังจากรูเธอร์ฟอร์ดเสียชีวิตในปี 1942 นอร์ก็รับช่วงเป็นประธานของกลุ่ม และเขาก็ได้พิสูจน์
ความเข็มแข็ง ของการเป็นผู้บริหารของคณะ "พยานพระเยโฮวาห์" อาจกล่าวได้ว่า นอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบ
การเคลื่อนไหว ของกลุ่ม โดยเน้นการให้สมาชิกได้มีการฝึกอบรมการเป็นพยาน และการเป็นมิชชันนารีเพื่อรับการสถาปนา
ดังนั้น โรงเรียนอบรมเพื่อการเป็นมิชชันนารีที่ South Lansing, New York จึงถูกสถาปนาขึ้น เพื่อสมาชิกทุกคน
จะได้รับ การอบรมในวันอาทิตย์ที่ "Kingdom Halls" รวมทั้งวันอื่นๆ ระหว่างสัปดาห์ด้วย คนอร์
ได้วางหลักการทำงาน สำหรับองค์กรที่ใหญ่ของเขา ในลักษณะเชิงบังคับสมาชิกที่ต้องออกไปเป็นพยาน
โดยการเคาะประตูตามบ้าน และต้องให้ได้ผลตามที่ต้องการ หลักการการจัดการองค์กรของเขาคือ
(1) "คณะกรรมการอำนวยการ" ซึ่งมีอำนาจสูงสุด รองลงมา
(2) "ผู้รับใช้ทางศาสนา" ถัดมาคือ
(3) "ผู้รับใช้เขต" และสุดท้าย
(4) "คณะ"
ส่วนพวกผู้หญิงจะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น สมาชิกที่อยู่ตามกลุ่มและคณะเหล่านี้ จะต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
ของตน โดยปราศจากคำถามและข้อโต้แย้ง สมาชิกของพยานพระเยโฮวาห์ เรียกตัวเองว่า "พยาน"
พวกเขาไม่มี ศิษยาภิบาล ทุกคนรับใช้โดยไม่มีผลตอบแทน แต่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง พวก "พยาน"
จะออกไป รับใช้ จะได้รับบัตรประจำตัวเป็นการรับรองจากองค์กร แม้พวกเขาจะไม่ได้รับการเจิมหรือแต่งตั้ง
พวกเขาเรียก ตัวเองเป็นผู้รับใช้พระเจ้า โดยมีจุดประสงค์ เพื่อหลีกเลี่ยงการยกเว้นการเป็นทหาร
ภายใต้การนำของนอร์เอง ยังได้เน้นการประกาศโดยผ่านทางสิ่งพิมพ์ และหนังสืออย่างมากมาย
เป็นผลให้มี คนเข้าเป็นสมาชิกกว่าสองล้านคน และกำไรจากการขายอีกเป็นจำนวนมาก วิธีการที่ฉลาดของพวกนี้ ก็คือ
ให้หนังสือ หรือแผ่นปลิวฟรี โดยขอให้เป็นการถวาย
4. เฟรดเดอร์ริค วิลเลียม ฟรานส์ (Frederick William Franz)
ฟรานส์ได้รับการเป็นผู้นำต่อ หลังจากนอร์ได้ตายในปี 1977 จนกระปัจจุบัน
เขาได้พยากรณ์ว่าโลกจะสิ้นสุด ในปี 1975 แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทำให้คนขาดความเชื่อถือในตัวเขาลดลง
II. หลักข้อเชื่อ/คำสอนของพยานพระเยโฮวาห์
1. คำสอนเรื่อง "พระคัมภีร์"
พวกพยานพระเยโฮวาห์ ได้วางเหตุผล อยู่เหนือคำสอนของพระคัมภีร์ และคำ ทุกเรื่อง
ที่อยู่เหนือความเข้าใจ ของมนุษย์ พวกพยานพระเยโฮวาห์อ้างอิงว่า พระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจแห่ง ความจริง
เพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา สิทธิอำนาจอันแท้จริงสูงสุดนี้ ได้ปรากฏออกผ่าน การอธิบายพระคัมภีร์ อย่างมีระบบ
จากพวกเขาเท่านั้น ดังนั้น งานเขียนตามแผ่นปลิว, หนังสือ และหลักคำสอนทั้งหมด ที่พวกเขาผลิต ออกมา
เป็นการกระทำเสมือน ไม่มี ความผิดพลั้งของผู้แปล ที่มีต่อพระคัมภีร์และนิกาย
"พยานพระเยโฮวาห์" ยังได้แปลพระคัมภีร์ขึ้นมา เพื่อใช้ใน กลุ่มของพวกเขาทั่วโลก และอย่างมากมาย ชื่อว่า
"The New World Translation" เหตุผลที่พวกคริสเตียน ไม่สามารถยอมรับพระคัมภีร์ฉบับแปลนี้ได้
ก็เพราะ
(1) เครดิตของผู้แปลพระคัมภีร์
(2) ต้นฉบับที่ใช้เป็นหลัก ไม่แน่นอนว่ามาจากภาษาฮีบรูหรือไม่ อย่างไร
(3) เป็นการแปลที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะมีการบิดเบือนข้อความพระคัมภีร์บางข้อ
เพื่อให้สอดคล้อง กับหลักข้อเชื่อของพวกเขา ตัวอย่างเช่น การแปลพระธรรมยอห์น 1:1
"the Word was god" เพราะพยาน พระเยโฮวาห์ ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์
ตามหลักไวยากรณ์ของภาษากรีกแล้วควรจะแปลว่า "The Word was God,"
ยิ่งกว่านี้ พยานพระเยโฮวาห์ยังได้เพิ่ม และตัดบางคำที่ไม่มีอยู่ในต้นฉบับภาษากรีกด้วย เนื่องจากความเชื่อ
ของพวกนี้ ได้ปฏิเสธพระคัมภีร์นั้นเอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาปฏิเสธหลักคำสอน ของศาสนาคริสต์ในทุกเรื่องด้วย เช่น
ตรีเอกานุภาพ, ความเป็นมนุษย์-พระเจ้าของพระคริสต์, ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์, การตายไถ่บาป ของพระคริสต์,
พระวิญญาณบริสุทธิ์, กายที่เป็นขึ้น และการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระองค์ ฯลฯ
2. ตรีเอกานุภาพ
พยานพระเยโฮวาห์ปฏิเสธคำสอนนี้ เพราะพวกเขาไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้
เขาโต้แย้งต่อผู้ที่เชื่อถือ ในคำสอนเรื่อง 3 บุคคลรวมกันเป็นหนึ่งเดียว (พระเจ้าองค์เดียว) เพราะพระคัมภีร์
ไม่เคยสอนเรื่องดังกล่าว ("บทเรียนในพระคัมภีร์" เล่ม 5 หน้า 54-60) และกล่าวร้ายว่าคำสอนนี้ว่า
เริ่มต้นมาจากซาตาน ("จงให้พระเจ้า เป็นองค์สัตย์จริง, หน้า82) สำหรับพวกเขาแล้วมีเพียงพระเจ้าองค์เดียว
คือ พระเยโฮวาห์
3. พระวิญญาณบริสุทธิ์
เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธคำสอน เรื่องพระเจ้าตรีเอกานุภาพ เป็นผลทำให้ปฏิเสธความเป็นพระเจ้า
ของ พระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย พวกพยานพระเยโฮวาห์สอนว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้า (รัสเซลล์ เล่ม
5 หน้า 169) พระองค์ไม่ทรงเป็นหนึ่งในพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระองค์ไม่ได้เท่าเทียมกันกับพระเจ้า
ไม่ได้ทรง เป็นบุคคล (รัสเซลล์ เล่ม 5 หน้า 210) แต่พระองค์ทรงเป็นเพียงลำแสงเรดาร์ หรืออิทธิพลหรือพลังอำนาจ
ที่พระเจ้าพอพระทัย ที่จะสำแดง (การปลดปล่อย, หน้า 150) พระวิญญาณไม่มีความเป็นบุคคลภาพ
4. พระเยซูคริสต์
4.1 ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ ผลจากการปฏิเสธคำสอนเรื่องพระเจ้าตรีเอกานุภาพ
คือการนำมาถึงการ ไม่ยอมรับ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย แม้พระองค์เองก็ไม่เคยอ้างตนเองว่าเป็นพระเจ้า
พวกนี้อ้างว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระราชกิจแรก แห่งการทรงสร้างของพระเยโฮวาห์ แล้วหลังจากนั้น
พระองค์ก็ทรงใช้พระคริสต์ เป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ก่อนที่พระคริสต์จะรับสภาพมนุษย์พระองค์ คือมีคาเอล ผู้เป็นจอมทัพ
ของพระเยโฮวาห์
4.2 การไถ่บาปของพระคริสต์ พวกนี้สอนว่าพระคริสต์ปราศจากบาป พระคริสต์ประทานพระองค์เอง
เป็นค่าไถ่บาป เพียงบางส่วน คือเพียงเพื่อชำระบาปที่ตกทอดมาจากอาดาม และช่วยวางมนุษย์อยู่ในตำแหน่ง
ที่เขาจะทำความดี เพื่อความรอดสำหรับตนเอง หรือสามารถกล่าวได้ว่า พระคริสต์ไม่ได้ตระเตรียมการไถ่บาปที่แท้
สำหรับความบาป ของมนุษย์ หรือรับรองว่ามนุษย์จะได้ชีวิตนิรันดร์ แต่เป็นเพียงให้โอกาสมนุษย์ที่จะทำความดี
เพื่อความรอด สำหรับตนเอง ในขณะเวลาที่อาศัยบนโลกนี้ และในโลกยุคพันปี
4.3 การสิ้นพระชนม์และเป็นขึ้นของพระคริสต์ พวกพยานพระเยโฮวาห์สอนว่า ร่างกายที่เป็นขึ้น
และการเสด็จ กลับมาของพระเยซูคริสต์ พวกนี้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นในรูปลักษณะของวิญญาณ ร่างกายของพระองค์
ละลายหายไปกลายเป็นแก็ส ชายที่ชื่อเยซูนั้นได้ตายไปแล้วตลอดกาล
| 4.4 การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ พระเยซูเสด็จจะกลับมาคือ ไม่ใช่ในรูปกายเนื้อหนัง
แต่เป็นเพียง วิญญาณ และไม่สามารถมองเห็นได้ แต่จะรู้ได้โดยสังเกตดู "สัญญลักษณ์" (signs)
เช่นสงคราม, การกันดาร อาหาร, แผ่นดินไหวฯลฯ (มัดธาย 24) พวกนี้สอนผิดอย่างมาก โดยอ้างว่า พระเยซูเสด็จกลับมา
3 ลักษณะ: |
 |
- ในปี 1874 พระองค์เสด็จกลับมาในสถานฟ้าอากาศ และรับอัครทูต
และผู้เชื่อ 144,000 คน (พยานของพระเยโฮวาห์ ปัจจุบันยังไม่ครบ)
- ในปี 1914 พระคริสต์ได้เสด็จกลับมาประทับ และเริ่มต้นที่จะปกครองเป็นกษัตริย์แห่งฝ่ายสวรรค์
ยังเป็นเวลาสิ้นสุดของคนต่างชาติ
- ในปี 1918 พระองค์ทรงเสด็จมาที่พระวิหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อพิพากษาบรรดาประชาชาติ
และคริสตศาสนา (พวกระบบองค์การของพญามาร)
- ปัจจุบันพวกพยานพระเยโฮวาห์ ไม่ได้รอคอยการเสด็จกลับมาของพระคริสต์
แต่พวกเขารอคอย พระองค์ ที่จะเสด็จกลับมา เพื่อทำสงครามอามเกดโดน เพื่อจะมีชัยเหนือความชั่ว
พวกเขาสอนว่าจะมีเพียง 144,000 คนเท่านั้นที่จะรอดและอยู่กับพระคริสต์บนสวรรค์
ในสงครามอามเกดโดน เฉพาะผู้ที่เป็นพยานอย่างสัตย์ซื่อเท่านั้น ที่จะรอดจากความตายในสงครามนี้
และเข้ารวมเพื่อทำให้จำนวน 144,000 ครบจำนวน (นี้เป็นเหตุผล ที่ทำไมพวกนี้จึงเป็นพยานด้วยใจที่ขยันขันแข็ง)
หลังจากนั้นผู้ที่ตายแล้ว ทั้งหมด ก็จะเป็นขึ้นมาจากตาย แต่พวกเหล่านี้ก็จะได้รับโอกาสอีกครั้ง ที่จะกลับใจเชื่อพระเยโฮวาห์
ในยุคพันปีนี้ ("ตลอดช่วงสมัยมิลเลเนียม มนุษย์จะได้รับโอกาสครั้งที่สองสำหรับความรอด" เล่ม 5 หน้า 17-23)
แต่ถ้าผู้ใดยัง ไม่เชื่ออีกก็จะพินาศนิรันดร์ เพราะในช่วงปลายยุคพันปี ซาตานและสมุนแห่งความชั่วของมัน
จะถูกปล่อยออกมา เพื่อทดสอบความเชื่อของผู้คนเหล่านั้น ที่กลับใจบนโลกนี้ ส่วนซาตานและพวกของมันจะถูกทำลาย
4.5 ปฏิเสธการบังเกิดจากหญิงพรหมจารี ของพระคริสต์
5. คริสตจักร
พยานพระเยโฮวาห์สอนว่า ระเบียบการปฏิบัติต่าง ๆ ของคริสตจักรทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์นั้น
มีจุด กำเนิดจากซาตาน และมันยังควบคุมดูแลอยู่ ความเชื่อนี้ เกิดจากการที่พวกเขาตีความหมายผิด จากพระธรรม วิวรณ์
คำว่า "สัตว์ร้าย" และ "รูปเคารพแห่งสัตว์ร้าย" ["จุดประสงค์ที่จะบอกข้อความควรรู้
แก่ทุกคนว่า ระบบ ระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับคริสตจักร ทั้งของคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ล้วนแต่อยู่ใต้การดูแล
และการควบคุม ของ พญามาร และด้วยเหตุนั้น จึงประกอบเป็นพวกต่อต้านพระคริสต์" การปลดปล่อย,
หน้า 222,226,230]
พวกนี้ยังกล่าวร้ายว่า คริสต์ศาสนาที่มีระเบียบแบบคณะหรือองค์การ เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก,
เห็นแก่ตัว อย่างมาก, ไม่มีความรักแท้ และกำลังต่อต้านพระเยโฮวาห์ (การเตรียมพร้อม, หน้า 318) นอกจากนี้
พวกเขา อธิบายว่า การที่พวกพยานพระเยโฮวาห์เป็นพวกคริสเตียนแท้ และเป็นผู้ที่ปฏิเสธที่จะแสดงความจงรักภักดี
ต่อระบบระเบียบองค์การ ของพญามารคือคริสตศาสนา ซึ่งเป็นสาเหตุที่พวกเขาถูกต่อต้านจากคริสตจักรต่างๆ
พวกที่รอดและอยู่กับพระเยโฮวาห์ บนสวรรค์ได้ มีเพียง 144,000 คน (ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงเหลือ เพื่อเพิ่มให้ ครบจำนวน)
ส่วนคริสเตียนอีกส่วนหนึ่ง จะมีชีวิตรอด และอาศัยอยู่บนโลกใบนี้
6. สงครามอาร์มาเก็ดดอน, ฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่
พวกพยานพระเยโฮวาห์สอนว่า สงครามอาร์เก็ดดอน เป็นการทำสงครามอันชอบธรรมของพระเจ้า
เพื่อทำลาย เฉพาะคนชั่ว (สดุดี 92:7) เป็นการพิพากษาเพื่อลงโทษคนเหล่านั้น ที่ไม่ยอมเชื่อฟังกฏหมายอันชอบธรรม
ของพระเยโฮวาห์ หลังสงครามนี้สิ้นสุดลง พระเยโฮวาห์จะสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ เป็นรัฐบาลเดียว
ที่ปกครองแผ่นดินโลกนี้ คนชั่ว, ซาตานและบริวารของมันจะถูกกำจัด (วิวรณ์ 20:1-3) คนที่มีชีวิตรอดพ้นจาก สงคราม
อาร์มาเก็ดโดน โดยเฉพาะผู้ชายที่สัตย์ซื่อ ก็จะได้รับการแต่งตั้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นตัวแทน ของราชอาณาจักร
ฝ่ายสวรรค์ เพื่อดูแลกิจการต่างๆ แทนพระเจ้าในโลก พวกเขาก็จะทำความสะอาดโลก เนื่องจากผลของสงคราม
และได้ก่อสร้างบ้านขึ้นใหม่ ตลอดจนก่อตั้งสังคมใหม่ที่มีแต่สันติภาพ ไม่มีสงคาม อาชญากรรม ความรุนแรง ความชั่ว
และรื้อฟื้นธรรมชาติให้กลับดีดังเดิม เหมือนกับสวนเอเดน ระหว่างมนุษย์ กับมนุษย์ และมนุษย์กับสัตว์ (วิวรณ์ 7:9, 16;
อสย 11:6; 65:25)
นอกจากนี้มนุษย์จะไม่เจ็บป่วยไข้ แก่ลง (มก 2:1-12 ;มธ 15:30-31; โยบ 33:25)
และเสียชีวิต (1คร 15:25-26; ยรม 25:8) คนที่ตายแล้วก็จะเป็นขึ้นมาอีก ทั้งหมดเป็นความจริงได้ ก็เพราะพระเจ้า
ได้อำนวยพระพร แก่พวกเขา โดยมีสภาพดินฟ้าอากาศที่ดี พืชผลและปศุสัตว์อุดมสมบูรณ์ พระองค์ยังกำจัดโรคภัยไข้เจ็บ
ออกไป จากเขาด้วย (สดุดี 145:16) ภาพของอุทยานบนแผ่นดินโลกที่งดงาม ได้ถูกบรรยายโดยอัครสาวกเปโตรในเทอม "ฟ้าสวรรค์ใหม่
และแผ่นดินโลกใหม่" (2เปโตร 3:13; อสย 65:17; 66:22)
"ฟ้าสวรรค์ใหม่" หมายถึง ระบบ การปกครองใหม่ โดยรัฐบาลฝ่ายสวรรค์ ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา
ของพระเยโฮวาห์ โดยมีพระเยซูเป็นกษัตริย์ ร่วมกับสาวกที่สัตย์ซื่อ 144,000 คน (วว 5:9-10; 14:1-3)
"แผ่นดินโลกใหม่" คือกลุ่มชนหรือสังคมมนุษย์ใหม่ ที่เรียกว่าประชาคมคริสเตียน ก็จะเข้าแทนของเก่า
ที่ถูกทำลายไป ในสงครามอาร์มาเก็ดโดน ประชากรของ แผ่นดินโลกใหม่นี้ ได้แก่ผู้รับใช้แท้ของพระเจ้า ซึ่งเชื่อฟัง
และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ (ยอห์น 17:14; 1 ยอห์น 2:17) พวกเหล่านี้จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความรัก ความเข้าใจ
และสันติสุข
7. การเป็นขึ้นมาจากความตาย
เมื่อเราศึกษาให้ดีแล้ว ก็จะทราบดีว่าพวกพยานพระเยโฮวาห์ แม้ใช้พระคัมภีร์เล่มเดียวกัน
แต่การตี ความหมายนั้น ถือว่าเพี้ยนอย่างมากดังที่เราจะเห็นได้ภายใต้หัวข้อนี้
7.1 ผู้ที่จะเป็นขึ้นจากตาย พยานพระเยโฮวาห์ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือ พระคริสต์ และ
พยาน 144,000 คน กลุ่มที่สองคือ "ผู้ชอบธรรม" และ "อธรรม" ที่ตายไปแล้วในอดีต
และอาศัยอยู่ในเชโอล หรือเฮเดส จะเป็นขึ้นมาจากความตาย (กิจการ 24:15) เพื่อจะอาศัยอยู่ในอุทยานของพระเจ้า
(บนโลก) นี้อย่างมีความสุข คนอธรรมก็จะได้รับโอกาสอีกครั้ง ที่จะเรียนรู้จักที่จะทราบน้ำพระทัยพระเจ้า,
กลับใจใหม่ และเลือกที่จะรับใช้ พระเจ้า พวกเหล่านี้ก็จะไม่ต้องตายอีกเลย (ฮบ. 11:35) หรือสามารถพูดได้ว่า
คนชั่วจะมีโอกาสครั้งที่ 2 ที่จะเชื่อ แต่ถ้าคนชั่วเหล่านี้ล้มเหลว พวกเขาก็จะตายในลักษณะดับสูญไป แต่พวกพยาน
พระเยโฮวาห์เชื่อว่า มีการยกเว้น สำหรับบางกลุ่ม และคนที่ไม่ได้เป็นขึ้นมาจากตายคือยูดาส ผู้ซึ่งทราบน้ำพระทัย
แล้วแต่ยังตั้งใจทำชั่ว, ชาวเมือง โสโดม-โกโมรา (2ปต 2:4-6,9), กับเรนาอูม (มธ 11:22-24) และคนที่ทำบาป
ต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มธ 12:32; ฮร 6:4-6; 10:26-27)
7.2 เวลา และลำดับการเป็นขึ้นมาจากตาย พระคริสต์ทรงเป็นผู้แรกที่เป็นขึ้นจากตาย
แต่เป็นสภาพกายวิญญาณ (1 เปโตร 3:18) พร้อมกับ "คนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์" (1 คร 15:23)
ซึ่งพวกพยานพระเยโฮวาห์เชื่อว่า คือพยาน 144,000 คน จะเป็นขึ้นมา และปกครองร่วมกับพระคริสต์บนสวรรค์เป็นเวลา
1000 ปี (วว 20:6;14:1,3) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์เสด็จมาแล้ว ในปี 1914 (2 ทธ 4:8) แต่พวกนี้เชื่อว่าพยาน
144,000 คน ยังไม่ครบ บางคนยังมีชีวิตและรับใช้อย่างสัตย์ซื่อบนโลก ขณะนี้พวกผู้ชอบธรรมเหล่านี้ จะเป็นขึ้นในวินาที
ที่เขา เสียชีวิต และเข้าร่วมกับคนที่ไปก่อนหน้านี้แล้ว (อ้าง 1ธส 4:15-17; 1คร 15:51-52) พวกพยานพระเยโฮวาห์
เรียกการเป็นขึ้นจากความตายครั้งแรก และไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ว่าเป็นการเป็นขึ้นมาของกายวิญญาณ
(1 คร15:42-44) การเป็นขึ้นมาของ "คนชอบธรรม" และ "คนอธรรม" เกิดขึ้นหลังจาก
สงครามอาร์เมกิดโดน พระเจ้า จะประทานร่างกายใหม่ให้ แต่เป็นบุคคลคนเดิม เพราะพยานพระเยโฮวาห์เชื่อว่า
ร่างกายเดิมหลังจาก ผู้นั้นตาย แล้วก็จะเปื่อยเน่า
8. การพิพากษา, นรก และแดนมรณา (Hades or Sheol)
8.1 ตีความหมายพระคัมภีร์ผิดๆ ในคำสอน เรื่องนรกและแดนมรณา เขาสอนว่าแดนมรณา
ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ นั้น ที่แท้ คือหลุมฝังศพ
8.2 พวกนี้ปฏิเสธ บาปที่ตกทอดจากอาดาม และบาปที่มนุษย์ทำเองด้วย เพราะพวกนี้ เชื่อว่า พระเจ้ายุติธรรม
จะไม่พิพากษามนุษย์ เนื่องจากความบาปที่เขาทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ขณะที่มีชีวิตบนโลกนี้ พวกนี้ยังเชื่อว่า
เมื่อมนุษย์ตาย ความบาปของเขาจะถูกปลดเปลื้อง โดยอ้างว่า"ผู้ที่ตายแล้วก็ปราศจากโทษของบาป"
(โรม 6:7)
8.3 พวกนี้ปฏิเสธ การพิพากษานิรันดร์ในนรกของพระเจ้า ดังที่เขากล่าว "พระเจ้าทรงประเสริฐ
เกินกว่า ที่จะยอม ให้มีแดนนรกลักษณะถาวร" (เล่ม 1 หน้า 127) ความตายฝ่ายวิญญาณเนื่องจากผลของบาป
ในลักษณะการดับ สูญ จบสิ้นทั้งร่างกาย วิญญาณ และจิตใจ (ไม่มีอะไรเหลือ) (เล่ม 1 หน้า 150-151) และอธิบายในลักษณะ
ที่ว่า ผู้ไม่เชื่อจะดับสูญโดยปราศจากความเจ็บปวด หรือหมดความมีชีวิต (คงอยู่) ซึ่งคำสอนนี้ขัดกับพระลักษณะ
ของพระเจ้า ในเรื่องความบริสุทธิ์ และความบาป ดูเหมือนคำสอนลักษณะนี้คล้ายกับลัทธิ Universalism ที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่านับถือศาสนาใด ในที่สุดจะได้รับความรอด เพราะพระกรุณาของพระเจ้า
8.4 สอนว่าเมื่อมนุษย์เป็นขึ้นจากความตาย (คนดีและชั่ว) พระเจ้าจะ ไม่พิพากษาคนชั่ว บนบนฐานของการกระทำ
ในอดีต แต่เป็นการกระทำของเขาในระหว่างวันพิพากษา (อุทยานบนโลก-ยุค 1000 ปี) โดยอ้างจากพระธรรม ยอห์น
5:28-30 ช่วงเวลาใกล้สิ้น 1000 ปี พระเจ้าจะปล่อยซาตาน ออกจากที่คุมขัง และมันจะออกไปล่อล่วง มนุษย์บนโลก
สำหรับคนที่ทำความดีโดยการเชื่อฟัง และรับใช้พระเจ้า ก็จะก้าวหน้าไปสู่การเป็นมนุษย์สมบูรณ์ คือบรรลุถึงชีวิตสมบูรณ์
ปราศจากบาป และมีชีวิตอยู่ในอุทยานสวรรค์บนโลกนี้ต่อไป ส่วนคนที่ไม่แพ้ต่อ การ ทดลองของซาตาน
คือคนที่ไม่มีชื่อที่ถูกบันทึกใน "หนังสือแห่งชีวิต"จะถูกทำลายในบึงไฟ ในวันพิพากษาสุดท้าย
8.5 ในวาระสุดท้าย พญามารซาตานจะพินาศดับสูญสลายไป คือไม่คงอยู่อีกเลย
III. หลักปฏิบัติของพวกพยานพระเยโฮวาห์

สมาชิกของกลุ่มต้องออกไปรับใช้ อย่างน้อยเดือนละ 10 ชั่วโมง ถ้าเป็นระดับผู้นำหรือหัวหน้าต้องรับใช้อย่างน้อย
100 ชั่วโมง และต้องออกค่าใช้จ่ายเอง จากสถิติทุกๆ ปี มีการเคาะประตูประกาศตามบ้านมากกว่า 340 ล้านครั้ง
และทุกๆ การเคาะ 740 ครั้งจะมีคนยอมเข้ามาเป็นสมาชิก 1คน ตกประมาณปีละ 200,000 คน
IV. อื่นๆ
- ปฏิเสธความเป็นอมตะของวิญญาณมนุษย์ สอนว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ แต่ไม่มีวิญญาณ (จงให้พระเจ้าเป็น
องค์สัตย์จริง, หน้า 59-60) โต้แย้งเมื่อมนุษย์ตายแล้วแต่วิญญาณยังคงอยู่ (วว 6:9-11; ลก20:37-38)
- ปฏิเสธการรักษาโดยการถ่ายเลือด โดยอ้างจากพระธรรมลูกา 17:13-14 ที่พระเจ้าห้ามอิสราเอลกินเลือด
เป็นผลให้หลายคนตาย เพราะปฏิเสธจากหมอในการถ่ายเลือด เพื่อช่วยชีวิตคนป่วย รัฐบาลได้ฟ้องร้อง เพราะปล่อยคนให้ตาย

- ปฏิเสธการปกครองจากรัฐบาลของโลกนี้ ดังนั้นเป็นผิดถึงขั้นเป็นการล่วงประเวณีทีเดียว ที่จะทำความเคารพธงชาติ
และรับราชการทางทหาร พวกเขาควรจะแสดงความจงรักภักดี ต่อพระเยโฮวาห์เท่านั้น คือ
"สงครามซึ่งนำโดยพระเจ้า" โต้แย้ง โรม 13:1-7; 1เปโตร 2:13-14
- ปฏิเสธที่จะฉลองคริสตมาส วันเกิด หรือวันหยุดสำคัญของชาติ เพราะเป็นเหมือนการไหว้รูปเคารพ
|