ความหมายของขนมปัง กับ น้ำองุ่น

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 8 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


ความหมายของขนมปัง กับ น้ำองุ่น

Bread and Wine

"จงสั่งชุมนุมคนอิสราเอลว่า ในวันที่สิบเดือนนี้ ให้ผู้ชายทุกคน เตรียมลูกแกะครอบครัวละตัว ตามตระกูลของตน ... ลูกแกะของเจ้า ต้องปราศจากตำหนิ เป็นตัวผู้อายุไม่เกินหนึ่งขวบ ... แล้วในเย็นวันนั้น
ให้ที่ประชุม ของคนอิสราเอลทั้งหมด ฆ่าลูกแกะของเขา แล้วเอาเลือด ทาที่ไม้วงกบ ประตูทั้งสองข้าง
และไม้ข้างบน ณ เรือนที่เขาเลี้ยงกันนั้นด้วย ... การเลี้ยงนี้เป็นปัสกาของพระเจ้า
" [อพยพ 12:3,5-7,11]

การฉลองปัสกาเริ่มตั้งแต่สมัยของโมเสส เมื่อชนชาติอิสราเอลยังเป็นทาสอยู่ที่ประเทศอียิปต์

"เพราะในคืนวันนั้น เราจะผ่านไปในประเทศอียิปต์ และเราจะประหาร ลูกหัวปีทั้งหมดในอียิปต์ทั้ง ของมนุษย์และของสัตว์ และเราจะพิพากษา ลงโทษพระทั้งปวงของอียิปต์ เราคือพระเจ้า แต่เลือดที่บ้าน ที่เจ้าทั้งหลายอยู่นั้น จะเป็นหมายสำคัญสำหรับเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้น เราจะผ่าน เว้นเจ้าทั้งหลายไป จะไม่มีภัยพิบัติบังเกิดแก่เจ้า ขณะที่เราประหารชาวอียิปต์" [อพยพ 12:12-13]

    เพื่อทำให้ฟาโรห์เชื่อ พระเจ้าทรงประทานภัยพิบัติ 9 อย่างลงมายังประเทศอียิปต์ แต่ไม่เกิดผล ภัยพิบัติที่ 10 นี้ บุตรหัวปีทั้งหลายในแผ่นดินอียิปต์ จะได้รับภัยของความตาย ครอบครัวที่เข้าร่วมปัสกา จะรอดจากภัยนี้

"วันนี้จะเป็นวันที่ระลึกสำหรับเจ้า ให้เจ้าทั้งหลายถือไว้ เป็นเทศกาลแด่พระเจ้า
ชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้ และถือเป็นกฎถาวร
" [อพยพ 12:14]

    ชนชาติอิสราเอลแสดงออกถึงความเชื่อของเขาด้วยการฆ่าลูกแกะ และเอาเลือดแกะทาบนวงกบและไม้ ข้างบน ณ เรือนที่เลี้ยงกัน ในคืนต่อมา พวกเขาเห็นทูตสวรรค์มรณา "เดินผ่าน" บ้านที่มีเครื่องหมาย บุตรหัวปี ของครอบครัวที่ เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า รอดได้ทุกคน

"พอถึงวันกินขนมปังไร้เชื้อ เมื่อเขาต้องฆ่าลูกแกะสำหรับปัสกา พระองค์จึงทรงใช้เปโตร
และยอห์นไป สั่งเขาว่า 'จงไปจัดเตรียมปัสกา ให้เราทั้งหลายกิน'
" [ลูกา 22:7-8]

    ในขณะที่พระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ กับการปฏิบัติพระบัญชา ของพระบิดา ด้วยการฉลองเทศกาลปัสกา แต่ในขณะที่เวลา ของการตรึงพระเยซูบนกางเขนนั้น มาใกล้แล้ว พระองค์ทรงประทาน เครื่องหมายใหม่ให้สาวก เพื่อแปลงความหมายของพิธีปัสกา ทำไมพระองค์จึงกระทำเช่นนั้น

"วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า
'จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย'
" [ยอห์น 1:29]

    พระเยซูทรงทราบดีว่าเทศกาลปัสกามีความหมายมาก ยิ่งกว่าการระลึกถึง การช่วยชนชาติอิสราเอล ออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ เป็นเทศกาลที่ประกาศให้ทราบ และแสดงถึงสัญลักษณ์ของการช่วยให้รอด ที่พระเมษโปดก ของพระเจ้าปฏิบัติ จนสำเร็จ ทรงตรึงบนกางเขน เพื่อช่วยผู้ที่เชื่อออกจากบาป

"เขาทั้งหลายต้องไม่ให้อะไรเหลือจนวันรุ่งขึ้น และไม่หักกระดูกแกะปัสกา
ให้กระทำตามกฎเกณฑ์ ในเรื่องถือเทศกาลปัสกาทุกประการ
" [กันดารวิถี 9:12]

"แต่เมื่อเขามาถึงพระเยซู และเห็นว่า พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว เขาจึงมิได้ทุบขาของพระองค์ ... เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม ซึ่งว่า
'พระอัฐิของพระองค์ จะไม่หักสักชิ้นเดียว'
" [ยอห์น 19:33,36]

    เทศกาลปัสกาสื่อให้เห็นอย่างสมบูรณ์ถึงความตายของพระเยซูบนไม้กางเขน รวมไปถึง การไม่ให้กระดูก ของลูกแกะหัก ในขณะที่เผาเป็นเครื่องบูชา เทศกาลปัสกาจึงเป็นเงาของการถวายบูชาไถ่บาป บนกางเขน ของพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา การทำพิธีปัสกาอีก ก็ไม่มีความหมาย [1 โครินธ์ 5:7]

"ท่านรู้ว่าพระองค์ได้ทรงไถ่ท่านทั้งหลาย ออกจากการประพฤติ อันหาสาระมิได้ ซึ่งท่านได้รับ ต่อจากบรรพบุรุษของท่าน มิใช่ไถ่ไว้ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้ เช่นเงินและทอง แต่ทรงไถ่ด้วย พระโลหิตประเสริฐของพระคริสต์ ดังเลือดลูกแกะ ที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง" [1 เปโตร 1:18-19]

"พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้ แก่เขาทั้งหลาย ตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา ซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"" [ลูกา 22:19]

"เมื่อถึงเวลา พระองค์ทรงเอนพระกายเสวยพร้อมกับอัครทูต พระองค์ตรัสกับเขาว่า เรามีความปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะกินปัสกานี้กับพวกท่าน ก่อนเราจะต้องทนทุกข์ทรมาน ด้วยเราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่กินปัสกานี้อีก จนกว่าจะสำเร็จความหมายของปัสกานั้น ในแผ่นดินของพระเจ้า" [ลูกา 22:14-16]

    ด้วยประการเช่นนี้ ในการฉลองปัสกาครั้งสุดท้ายนี้ พระองค์ทรงสถาปนาเครื่องหมายใหม่ เพื่อไปแทนพิธีปัสกา สัญลักษณ์เหล่านั้น จะเป็นเครื่องหมาย แทนการตายบนกางเขน ได้สมบูรณ์กว่า สัญลักษณ์เหล่านั้น คืออะไร?

"ราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์
และอาหารที่เราจะให้ เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดเนื้อของเรา
" [ยอห์น 6:51]

สัญลักษณ์แรกคือขนมปังไร้เชื้อ ซึ่งหมายถึง พระกายของพระเยซูคริสต์ ที่ทรงสละเพื่อความบาปของเรา

"พระองค์ทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณแล้วตรัสว่า "จงรับถ้วยนี้ แบ่งกันดื่ม เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีก จนกว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมา" ...
'ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นคำสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา'
" [ลูกา 22:17-18,20]

    สัญลักษณ์ที่สองคือน้ำองุ่นที่ไม่ได้ผ่านการหมัก เป็นเครื่องหมายแทนพระโลหิตของพระเยซู ที่ทรงหลั่งเพื่อเรา โปรดสังเกตให้ดีว่า ผู้เชื่อทุกคนจะต้องดื่มน้ำองุ่นนี้

"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อ และไม่ดื่มโลหิต ของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน ผู้ที่กินเนื้อ และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้น ฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย เพราะว่าเนื้อของเรา เป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้" [ยอห์น 6:53-55]

    มีหลายคนที่อ่านพระดำรัสของพระเยซูนี้แล้ว คิดว่าในขณะที่รับประทานอาหารอยู่นั้น พระเยซูกระทำการอัศจรรย์ โดยเปลี่ยนขนมปัง และน้ำองุ่นเหล่านั้น เป็นพระกาย และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ แต่ยังมีคนอื่นๆ เชื่อว่า มีการเติมพระกายและพระโลหิตของพระเยซู ลงไปในขนมปังและน้ำองุ่น ความเชื่อของใครถูก?

"เราเป็นทางนั้น .... เราเป็นเถาองุ่นแท้" [ยอห์น 14:6; 15:1]

    เมื่อมีการแปลความหมายของพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า "นี่คือกายของเรา นี่คือพระโลหิตของเรา" เพื่อสนับสนุน ความเชื่อว่า เป็นพระกาย และพระโลหิตที่แท้จริงแล้ว พวกเขาปฏิเสธความจริงที่ว่า พระเยซูทรงใช้สัญลักษณ์ และเครื่องหมาย เพื่อบอกพระลักษณะของพระองค์

"แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า "ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขา ให้เรากินได้อย่างไร" ... พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"จิตวิญญาณเป็นที่ให้มีชีวิต ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด ถ้อยคำซึ่งเรา
ได้กล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต"
" [ยอห์น 6:52,63]

    ให้สังเกตว่า ชาวยิวเองก็ยังแปลความหมาย พระดำรัสของพระเยซู เรื่องพระกายและพระโลหิต เป็นอาหาร ตาม ตัวอักษร พระเยซูทรงแก้ไขเรื่องนี้ว่า "ถ้อยคำซึ่งเรา ได้กล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณ และเป็นชีวิต" ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ขนมปังและน้ำองุ่น ไม่ได้เป็นพระวรกาย และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ แทนพระกาย และพระโลหิตของพระองค์

"(พระเยซู) ไม่ต้องทรงนำเครื่องบูชามาทุกวันๆ ดังเช่นมหาปุโรหิตอื่นๆ ผู้ซึ่งตอนแรก
ถวายสำหรับความผิดของตัวเอง แล้วจึงถวาย สำหรับความผิดของประชาชน
ส่วนพระเยซู ได้ทรงถวายเครื่องบูชา เพียงครั้งเดียว
คือเมื่อพระองค์ ได้ทรงถวายพระองค์เอง ต่อพระเจ้า
" [ฮีบรู 7:27]

    สำหรับความเชื่อที่ว่าขนมปังและน้ำองุ่นเป็นพระกายและพระโลหิตที่แท้จริงของพระเยซูแล้ว ก็จะมีการ ถวายพระเยซู เป็นเครื่องเผาบูชาซ้ำหลายๆ ครั้ง พระคำของพระเจ้ายังบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการถวาย เครื่องเผาบูชานี้ ซ้ำอีก เพราะถวายเพียงครั้งเดียว ก็เป็นการเพียงพอ

"ในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ครั้นขอบพระคุณ แล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า
"นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา" เมื่อรับประทานแล้ว
พระองค์จึงทรงหยิบถ้วย ด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า "ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา
เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา"
" [1 โครินธ์ 11:23-25]

    คำสอนจากพระคำของพระเจ้าบอกไว้อย่างชัดเจนว่า จุดประสงค์ของงานเลี้ยงฉลอง ของพระเยซู ไม่ใช่เพื่อทำพิธี ถวายบูชาพระเยซูคริสต์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เป็นการระลึกถึง การถวายบูชาเพียงครั้งเดียว บนไม้กางเขน เพื่อคนทั้งปวง

"เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศ การวายพระชนม์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดกินขนมปัง หรือดื่มจากถ้วย ขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่างไม่สมควร ผู้นั้นก็ทำผิด ต่อพระกายและพระโลหิต ขององค์พระผู้เป็นเจ้า" [1 โครินธ์ 11:26-27]

    เราต้องเข้าร่วมพิธีมหาสนิท ด้วยท่าทีที่ยำเกรง เราจะต้องเข้าร่วมพิธี ด้วยการถวายเกียรติ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา เพื่อมองให้เห็น ถึงความแตกต่าง ระหว่างอาหารธรรมดา และเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นสัญลักษณ์ แสดงถึงการสิ้นพระชนม์ ของพระเยซูคริสต์

"ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ เพราะว่าคนที่กินและดื่ม โดยมิได้เล็งเห็นพระกาย ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็กินและดื่ม เป็นเหตุให้ตนเองถูกพิพากษาโทษ" [1 โครินธ์ 11:28-29]

    พิธีมหาสนิททำให้เราตระหนักว่า พระเจ้าทรงต้องจ่ายมากเพียงไร ที่จะช่วยเราออกจากบาป ชำระด้วยชีวิต ของพระบุตรองค์เดียว ของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อจะเข้าร่วมพิธีมหาสนิทนี้ เป็นเวลาที่เรา จะต้องตรวจสอบความคิดของเรา สารภาพบาปของเรา ต่อพระเจ้าและกลับใจอย่างจริงจัง

    เป็นที่น่าเสียดายว่า ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เพียงไม่กี่ชั่วโมง สาวกทั้งหลาย ไม่ใส่ใจในเรื่องใด นอกจากว่า ใครจะได้เป็นใหญ่ [ลูกา 22:24] แต่กระนั้น พระเยซูทรงกำลังจะ สถาปนาพิธีหนึ่งขึ้น ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ร่วมกัน พิธีนี้จะเชิญชวนให้พวกเขา ละทิ้งความหยิ่ง และความทะเยอทะยาน และเตรียมตัวเพื่อเขาร่วมพิธีมหาสนิท

"พระองค์ทรงลุกขึ้นจากการรับประทานอาหาร ทรงถอดฉลองพระองค์ ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัวคาดเอวของพระองค์ แล้วก็ทรงเทน้ำลงในอ่าง และทรงเอาน้ำล้างเท้า ของพวกสาวก และเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น" [ยอห์น 13:4-5]

    จะมีคนรับใช้เข้ามาล้างเท้าที่เปื้อนฝุ่นของคนที่เดินทางมา ในเมื่อไม่มีคนรับใช้ ไม่มีสาวกคนใดเลย ที่ต้องการ ทำตัวให้ตกต่ำ ด้วยการล้างเท้าของผู้อื่น ดังนั้น พระเยซูเอง ทรงล้างเท้าของเขา เพื่อสอนบทเรียน การถ่อมใจ ที่แท้จริง

"เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าเขาทั้งหลายแล้ว พระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ และประทับลงตรัสกับเขาว่า
"ท่านทั้งหลายเข้าใจ ในสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านหรือ ท่านทั้งหลายเรียกเราว่าพระอาจารย์
และองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น"
" [ยอห์น 13:12-13]

    การล้างเท้าเป็นพิธีที่จะสอนให้เราถ่อมตัวและรับใช้ผู้อื่น ไม่ว่าเราจะมีตำแหน่งใดในสังคม เป็นโอกาสที่จะให้เรา ตรวจสอบความคิดของเรา เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยง ของพระผู้เป็นเจ้า

"ฉะนั้น ถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระอาจารย์ของท่าน ได้ล้างเท้าของพวกท่าน
พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว
เพื่อให้ท่าน ทำเหมือนดังที่เรา ได้กระทำแก่ท่านด้วย
" [ยอห์น 13:14-15]

    มีคริสเตียนมากมายไม่เข้าร่วมพิธีล้างเท้า ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงชี้ แนะไว้อย่างชัดเจนว่า เราจะต้องเข้าร่วมพิธีนี้ เพราะจะช่วยเตรียมให้เราพร้อม ที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง ขององค์ พระผู้เป็นเจ้า

"เราบอกความจริงแก่ท่านว่า บ่าวจะเป็นใหญ่กว่านายก็ไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่า
ผู้ที่ใช้เขาไป ก็หามิได้ เมื่อท่านรู้ดังนี้แล้วและท่านประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข
" [ยอห์น 13:16-17]

    พระเยซูทรงย้ำไว้ถึง 3 ครั้งที่จะให้เราเข้าร่วมพิธีล้างเท้า
  • "พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย"
  • "เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย"
  • "เมื่อท่านรู้ดังนี้แล้วและท่านประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข"

"พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ผู้ที่อาบน้ำแล้ว ไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น
เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคน"
" [ยอห์น 13:10]

    จากเรื่อง "บังเกิดด้วยน้ำและพระวิญญาณ" นั้น เราเห็นแล้วว่า การบัพติศมา หมายถึง การจุ่มทั้งตัวลงในน้ำ เป็นสัญลักษณ์ ของการทำให้ผู้ที่เชื่อ เป็นคนชอบธรรม การอภัยบาปของเขา และการบังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ แต่ในขณะที่เราดำเนินอยู่ ในชีวิตคริสเตียนนั้น เท้าของเรา จะเปรอะเปื้อน เราจึงเข้ามาหาพระเยซู เพื่อขอการชำระ การล้างเท้า เปรียบเสมือนพิธีบัพติศมาฉบับย่อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ของการชำระ เตือนให้เรา ระลึกเสมอว่า เราต้องการพระโลหิตของพระเยซู เพื่อการชำระ

"ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ผู้นั้นก็อยู่กับเราและเราอยู่กับเขา พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์ ได้ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิต เพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเรา ผู้นั้นก็จะมีชีวิต เพราะเราฉันนั้น" [ยอห์น 6:56-57]

    บัดนี้เราเข้าใจพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า ผู้ที่อาบน้ำ (โดยการบัพติศมา) แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้า พิธีบัพติศมาใหม่ อีก เมื่อทำผิด เนื่องจากว่าเขาไม่ได้ละทิ้งความเชื่อในพระเยซู การล้างเท้าจะให้ความมั่นใจว่า เราได้รับพระคุณ แห่งการชำระของพระเยซูอย่างต่อเนื่อง แต่ให้เราจดจำไว้ว่า การบัพติศมาและการล้างเท้านั้น ไม่อาจทำให้เราสะอาดได้ แต่โดยพิธีนี้ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ที่ชำระเรา

"นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น และจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา" [วิวรณ์ 3:20]

    เมื่อเราเข้าร่วมในพิธีล้างเท้าและงานเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว เราจะติตสนิทกับพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรามากยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าร่วมพิธีล้างเท้า และงานเลี้ยงฉลอง ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เรากำลังทำสัญญาใหม่ กับพระเยซูคริสต์ และทูลเชิญพระองค์ ให้มาสถิตอยู่ในใจของเรา เพื่อทำให้สายสัมพันธ์ ที่เชื่อมเรากับพระผู้ช่วยให้รอดนั้น แน่นขึ้น [กาลาเทีย 2:20; เอเฟซัส 3:17]

"ถ้วยแห่งพระพร ซึ่งเราได้ขอพระพรนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรา มีส่วนร่วมในพระโลหิต ของพระคริสต์มิใช่หรือ
ขนมปังซึ่งเราหักนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรา มีส่วนร่วมในพระกาย ของพระคริสต์มิใช่หรือ
แม้เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน แต่เนื่องจากมีขนมก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว
เพราะว่าเราทุกคน รับประทานขนมก้อนเดียวกัน
" [1 โครินธ์ 10:16-17]

    และ แน่นอนทีเดียว การที่เราเข้าร่วมล้างเท้า และรับประทานด้วยกันนั้น จะช่วยให้เรามีความสนิทสนม กับพี่น้องในพระคริสต์ด้วยกัน พิธีเหล่านี้ นำให้เรามีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และทำให้เราตระหนักว่า เราอยู่ในคริสตจักร ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ของพระเจ้า

"เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา" [1 โครินธ์ 11:26]

    โปรดอย่าลืมว่า การเข้าร่วมพิธีนี้ ไม่ใช่ให้ผลที่เห็นได้แบบการเล่นกล แต่เมื่อเข้าร่วมพิธีนี้แล้ว เราจะได้พระคุณของพระเจ้า ในส่วนของความตาย การฟื้นคืนพระชนม์ และชีวิตของพระองค์ในเรา และยังส่งมาให้เรา มีความหวังใจ ในการเสด็จกลับมาของพระเยซู ด้วยรัศมีภาพ เป็นความหวังใจ แสนประเสริฐ ที่มีในหัวใจ ของคริสเตียนทุกคน

"ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระเกียรติ แด่พระองค์
เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว ... "ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลาย
ที่ได้รับเชิญมา ในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก"
" [วิวรณ์ 19:7,9]

    ทุกครั้งที่เราเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราตั้งความหวังใจว่า ในอาณาจักรของพระเจ้า เราจะเข้า ร่วมนั่งโต๊ะเดียวกันกับพระเยซู



ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top