|
ในปัจจุบัน เกิดการเติบโตและแผ่ขยายพระกิตติคุณอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน
ศัตรูข่าวประเสริฐก็ทำงาน อย่างหนัก นอกจากการต่อต้านแล้ว ซาตานมักมีรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบั่นทอน
คริสเตียนด้วยกัน โดยการเกิดขึ้นของผู้เผยพระวจนะปลอม ที่บางคนอ้างว่าได้รับนิมิต หรือได้บางสิ่ง
จากพระเจ้าโดยตรง จึงเป็น จุดกำเนิดของลัทธิเทียมเท็จอีกมากมาย ซึ่งคนกลุ่มนี้ มักจะปะปนมา เข้ามากับคริสเตียนทั่วไป
ไม่เปิดเผยตัวตน ที่แท้จริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ที่เขาสามารถประเมินความเชื่อของเราได้ และพบว่าเราไม่แข็งแรงพอ
คนกลุ่มนี้จะมา ชวนให้เราหลง ไปตามความเชื่อของลัทธิซึ่งเขาเองก็คิดว่าถูกต้อง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่ต้องระวังตัว จากคำสอนที่บิดเบือนพระคัมภีร์ หรือการตีความหมาย นอกเหนือน้ำพระทัยพระเจ้า และเป็นหน้าที่ของเรา
ที่ต้องรู้และเข้าใจพระคำมากๆ เพื่อจะได้ไวต่อคำสอนเหล่านั้น
"ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ
ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ...
ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว" [มัทธิว 7:15]
"พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้า จะมีบางคน
ละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวง และฟังคำสอน ของพวกผีปีศาจ" [1 ทิโมธี 4:1]
ในขณะที่เรารอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์ คนที่ไม่วางรากไว้บนศิลา
จะถูกชักจูงให้หลง และเชื่อในคำสอนเทียมเท็จ พระคัมภีร์ใช้คำว่า "คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร" ในฐานะคริสเตียนผู้เชื่อ
เราจะแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?
หลักการสังเกตของพระคัมภีร์
1. ไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า
บางลัทธิยอมรับพระเยซู แต่ไม่ใช่ในฐานะขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยการสอน ถึงสภาพและฐานะของพระเยซูผิดๆ
เช่น พระเยซูเป็นทูตสวรรค์มาก่อน, พระเยซูเป็นเพียงผู้เผยพระวจนะ, พระเยซูก็คืออาดัม สิ่งเหล่านี้ล้วนผิดทั้งสิ้น
แต่ถึงอย่างนั้น บางลัทธิ ยกย่องพระเยซูเป็นพระเจ้า ก็ยังสอดแทรก คำสอนผิด ให้เราออกจากทางที่แท้จริงไปได้
"ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวง
ที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า และวิญญาณทั้งปวง
ที่ไม่ยอมรับเชื่อพระเยซู วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละ เป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์
ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว" [1 ยอห์น 4:2-3]
|
2. มีการแต่งเติมพระคัมภีร์ และเพิ่มคำสอนส่วนตัว
โดยการ ลดความสำคัญ ของพระคำพระเจ้าลงไป หรือ มีพระคัมภีร์ที่เขียนขึ้นเองภายหลัง และอ้างว่าศักดิ์สิทธิ์พอกัน
โดยปกติ มาตรฐานของพระคัมภีร์ จะมี 66 เล่ม บางลัทธิจะมีพระคัมภีร์เพิ่มมาต่างหาก หรือแทนที่ นอกจากนี้
ยังรวมถึงการตีความพระคัมภีร์ ที่แตกต่างกับคนอื่น
"พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน
การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม" [2 ทิโมธี 3:16]
|
3. กระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างซาตาน
ได้แก่ การทำนายโชคชะตาราศี การเล่นไสยศาสตร์ การฝึกพลังจิต หรือแม้แต่หมายสำคัญในพระคัมภีร์
ซาตานและวิญญาณชั่ว ก็สามารถเลียนแบบได้ เช่น พูดภาษาแปลกๆ แต่เป็นภาษาด่าทอพระเจ้า,
การรักษาโรคภัยผู้ยังไม่เชื่อพระเจ้า โดยการให้ผีตัวหนึ่ง ทำให้คน เจ็บป่วย แล้วเข้าฝัน ให้ไปไหว้ผีอีกตัวหนึ่ง
เมื่อไหว้แล้ว ก็จะเลิกเบียดเบียน เพราะหน้าที่ของมารซาตาน คือ ให้คนผิดต่อพระเจ้าและห่างเหินจากพระองค์มากขึ้น
"ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น
ทำหมายสำคัญอันใหญ่ และการมหัศจรรย์ ล่อลวง แม้ผู้ที่พระเจ้า ทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้
ดูเถิด เราได้กล่าว เตือนท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว" [มัทธิว 24:24-25]
|
4. มีตำนานหรือนิยายที่ทำให้ดูน่าสนใจ
นอกจากขอบข่ายของพระคัมภีร์แล้ว ลัทธิเหล่านี้ ยังพยายามแต่งเรื่อง ที่เพิ่มเติม ให้ผู้เชื่อสนใจ
และติดใจเรื่องราวแบบผิดๆ มากกว่าการเน้นฝ่ายจิตวิญญาณ เช่น เรื่องราวทูตสวรรค์ การนับถือบุคคลอื่น
ระดับเดียวหรือสูงกว่าพระเยซู
"เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครู
ไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก เขาจะเลิกฟังความจริง
และจะหันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ" [2 ทิโมธี 4:3-4]
|
5. ให้เราแบกแอกที่หนักขึ้น สร้างภาระให้เราถืออย่างเคร่งครัด
ได้แก่ การรับประทานอาหาร การถือกฎเกณฑ์ใดๆ อย่างเคร่งครัด นอกเหนือจากที่พระเยซูได้สอน เช่น
ศาสนาที่เกิดหลังจากยุคอัครทูต, ลัทธิใหม่ๆ ที่บริโภคมังสวิรัต เป็นต้น
"เขาห้ามไม่ให้ทำการสมรส ห้ามบริโภคอาหารบางชนิด
ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้ผู้ที่เชื่อ และรู้จักความจริง บริโภคด้วยขอบพระคุณ ด้วยว่าสิ่งสารพัด
ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้นั้น เป็นของดี ถ้าแม้บริโภคด้วยขอบพระคุณ ก็ไม่ห้ามเลยสักสิ่งเดียว"
[1 ทิโมธี 4:3-4]
|
6. มีการกล่าวโทษคณะหรือกลุ่มอื่นๆ เช่น การกินดื่ม พิธี
วันนมัสการ อาหาร ระเบียบวาระ ฯลฯ เป็นต้น
"เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน
การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต" [โคโลสี 2:16]
|
หลักการเบื้องต้นนี้ ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ขอให้ท่านพึงระวังไว้ให้ดี
เพราะส่วนใหญ่ ไม่มาให้เราสังเกต ได้ง่ายๆ ตรงทุกประการ เราต้องทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า
เพื่อตัวเราเอง และป้องกันมิให้ผู้อื่นหลงไปด้วย
เปรียบเทียบความเชื่อของคริสเตียน กับคำสอนเทียมเท็จ
คริสเตียน:
เชื่อในพระเจ้าแห่งตรีเอกานุภาพ
ลัทธิเทียมเท็จ: ปฎิเสธในพระเจ้าแห่งตรีเอกานุภาพ
คริสเตียน:
เชื่อในพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า
ลัทธิเทียมเท็จ: เชื่อพระคัมภีร์ แต่มีหนังสืออื่นที่สำคัญกว่า
หรือสำคัญเท่ากัน
คริสเตียน: เชื่อในพระคัมภีร์
ทั้งภาคพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่
ลัทธิเทียมเท็จ: เน้นภาคหนึ่งภาคใดมากกว่า และบางกลุ่ม
เน้นเฉพาะภาคหนึ่งภาคใดเท่านั้น
คริสเตียน: ความเชื่อที่มีการประพฤติ
แสดงชีวิตประจำวัน
ลัทธิเทียมเท็จ: ความเชื่ออย่าง การปฏิบัติเป็นอีกอย่าง
คริสเตียน: ไม่มีการอ้างบุคคล
ที่เป็นผู้นำอย่างเหนือธรรมชาติ
ลัทธิเทียมเท็จ: จะเน้นอำนาจพิเศษ ที่เหนือธรรมชาติของผู้นำ
คริสเตียน: การปกครองมีหลายรูปแบบ
ลัทธิเทียมเท็จ: ส่วนใหญ่จะเป็นระบบการปกครอง แบบเผด็จการ
อำนาจสูงสุดอยู่ที่ผู้นำ
คริสเตียน: ให้อิสระกับสมาชิก
จนบางครั้งเหมือนกับละเลยการเลี้ยงดู
ลัทธิเทียมเท็จ: มีข้อบังคับที่เป็นกฎเกณฑ์ โดยอ้างอำนาจศักดิ์สิทธิ์
คริสเตียน: การอ้างอิงต่างๆ
จะใช้พระคัมภีร์เป็นหลัก
ลัทธิเทียมเท็จ: นอกจากพระคัมภีร์แล้ว ยังมีคัมภีร์ของลัทธิ
และจะอ้างสิ่งที่เหนือธรรมชาติอยู่เสมอ
คริสเตียน: การปฎิบัติใดๆ
จะใช้พระคัมภีร์เป็นหลัก และเป็นไปตามหลักคุณธรรมสากล
ลัทธิเทียมเท็จ: ชอบอ้างพระคัมภีร์ และปฎิบัติออกนอกลู่นอกทาง
กฎเกณฑ์ธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมสากล
คริสเตียน: การดำเนินชีวิตที่ดี
รวมทั้งกฎหมายที่ดีด้วย
ลัทธิเทียมเท็จ: ยังไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้
สิ่งเตือนใจสำหรับคริสเตียน ... ต้องรู้เขารู้เรา
1. รู้เขา ไม่เพียงรู้ว่าเขาสอนผิดอย่างไร ยังต้องรู้ว่า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาหลงผิดคืออะไร และสะท้อนให้เรา ระมัดระวัง อย่าเป็นเช่นผู้นำของลัทธิเทียมเท็จ เพราะฉะนั้น
- ไม่เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ ถ่อมลงฟังผู้อื่นด้วย
- ไม่หลอกลวง ใช่ก็ว่าใช่ ไม่ก็ว่าไม่
- ไม่หลงงมงาย พยายามศึกษา เรียนรู้อย่างมีเหตุผล
2. รู้เรา ถ้าเราเข้มแข็ง แม้ความสอนผิดจะร้ายอย่างไร ก็ป้องกันได้
ที่น่ากลัวคือ เขาผิด เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น
- ต้องมีความเชื่อที่ถูกต้องและมั่นคง หมั่นมาคริสตจักรนมัสการพระเจ้า เรียนรวีวารศึกษา ใช้ชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้า
- ต้องมีความรู้พระคัมภีร์อย่างแท้จริง หมั่นศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง ดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์
- ต้องมีชีวิตที่ดีและร้อนรนในการประกาศพระกิตติคุณ
- หมั่นใกล้ชิดกับพระเจ้า คำนึงถึงคุณธรรมสากลพระปัญญาของพระเจ้า
- มีชีวิตที่เจริญเติบโตตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์
สิ่งที่ต้องระวัง
- ระวังอารมณ์จะแทนเหตุผล
"จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อน
เพราะเหตุ ผู้ที่เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุผู้ที่กระทำตามอุบายชั่ว
จงระงับความโกรธ และทิ้งความพิโรธ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อน มีแต่จะชั่วไป" [สดุดี 37:7-8]
|
- ระวังคารมจะแทนสัจธรรม
"เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆอย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา
ผู้นั้นก็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย" [ยากอบ 3:2]
|
- ระวังของประทานจะแทนพระเจ้าผู้ประทาน
"ผู้ใดเล่ากระทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น ท่านมีอะไรที่ท่านมิได้รับมา
ก็เมื่อท่านได้รับมา เหตุไฉนท่านจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านมิได้รับเลย" [1โครินธ์ 4:7]
|
นอกจากนี้แล้ว คริสเตียน ต้องปรากฎผลของพระวิญญาณให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น ความรัก
ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน
|