การนมัสการพระเจ้า ระเบียบ หรือ เต้นโลด?

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 5 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


จิตวิญญาณและความจริงแห่งการนมัสการ

IMG

"เมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง
เพราะว่าพระบิดา ทรงแสวงหาคนเช่นนั้น นมัสการพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ
และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
" [ยอห์น 4:23-24]

การนมัสการ

      การนมัสการ หมายถึง การให้ความเคารพยกย่อง การจุมพิต แสดงคาราวะ ยำเกรง ยืนตัวสั่นด้วยความกลัว แสดงการอุทิศตน ก้มหัวลงและให้เกียรติ เป็นการรับรู้ถึงพระเจ้า ธรรมชาติของพระองค์ พระลักษณะ วิถีทาง และการอ้างสิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยการมอบคำสรรเสริญ หรือกระทำพันธกิจบริการของคริสเตียน แสดงการรับรู้ถึงพระองค์ การนมัสการ ยังเป็น "การปรนนิบัติ" รับใช้ต่อพระเจ้าอย่างหนึ่ง เราอาจสาละวน อยู่กับการรับใช้ โดยการเทศนา สั่งสอน ดูแลจิตวิญญาณ ฯลฯ แต่ว่างานรับใช้ที่สำคัญที่สุด คือ การสรรเสริญ และการนมัสการ

      การนมัสการ หมายถึง การให้คุณค่าแก่คนบางคน เป็นการตอบสนองต่อพระเจ้า ซึ่งเราประกาศคุณค่าของพระองค์ เฉลิมฉลองพระองค์ และอวดอ้างในพระนามพระองค์  การนมัสการ ไม่ใช่รูปแบบของศิลปะ เพราะว่าพระเจ้า จะไม่แบ่งพระสิริกับรูปแบบศิลปะ ไม่ใช่รูปแบบตายตัว หลักข้อเชื่อ พิธีกรรม คำพูดซ้ำซาก หรือการทำระเบียบ นมัสการทุกๆ สัปดาห์ ไม่ใช่การอดทนฟังคำเทศนาอย่างเลื่อนลอย พึมพำอธิษฐานหรือร้องเพลง ด้วยความนึกถึง เพียงเล็กน้อย

      ในการนมัสการ ต้องแสดงออกด้วยกิริยาตามพระคัมภีร์ ในสิ่งที่รู้สึกในจิตใจ ไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นการตอบสนองที่ไม่เพียงแค่ความรู้สึก ไม่ใช่การอยู่เฉยๆ แต่เป็นการมีส่วนร่วม หมกมุ่นอยู่กับุคคลหนึ่ง มีการไหลล้นออกมาจากภายใน ด้วยการแสดงออกอย่างท่วมท้น ด้วยการอุทิศตนและหน้าที่ มีคำบางคำที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการในพระคัมภีร์

• การขอบพระคุณ เป็นการรับรู้ แสดงความกตัญญู เฉลิมฉลองและการกล่าวสารภาพ การขอบพระคุณ มุ่งเน้นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า "อย่าลืมพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ " (สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำแก่คุณ)

• การสรรเสริญ เป็นการยกย่อง พระคัมภีร์อธิบายว่า การสรรเสริญเกิดขึ้นได้ในหลายวิธี เช่น "การดึง กระตุก ดีดสายเครื่องดนตรี" การสรรเสริญ ประกอบด้วยการร้องเพลงสดุดี เพลงสรรเสริญ การสารภาพ การให้พร การเฉลิมฉลอง การตะโกน และปิติยินดี การสรรเสริญมุ่งเน้นที่พระเจ้า พระองค์เป็นใคร และพระลักษณะของพระองค์ วิธีหนึ่งที่จะสรรเสริญพระเจ้า คือ การเน้นที่พระนามและคุณสมบัติของพระองค์

• ถวายพระสิริ เป็นการให้เกียรติ (ยกย่อง แสดงความชอบพอกว่าสิ่งอื่น) ในฐานะตำแหน่ง ความงาม

      จริงๆ แล้ว ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างสิ่งเหล่านี้ เราอาจไหลเลื่อนไปอย่างง่ายๆ จากอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่ง ตามหนังสือสดุดี มีวิธีการเข้าไปสู่พลับพลาของพันธสัญญาเดิม ก็มีวิธีเหมาะสมสำหรับเรา เพื่อเข้าไปสู่ การทรงสถิต ของพระเจ้า ด้วยการโมทนาเพื่อเข้าไปทางประตู และเข้าสู่นิเวศด้วยคำสรรเสริญ ซึ่งเป็นการสร้างสถานที่ ฝ่ายวิญญาณสำหรับพระเจ้า ที่จะเสด็จลงมา และประทับอยู่ เราจึงสามารถนมัสการพระองค์ ด้วยจิตวิญญาณ และความจริง


ความเข้าใจเรื่องการนมัสการเบื้องต้น

      การนมัสการ คือการระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นอยู่ มนุษย์สามารถรู้จักพระองค์ได้ พระคัมภีร์สอนว่า การสรรเสริญ และการนมัสการ ต้องการทำทั้งในที่ชุมชนและส่วนตัว ปัจจัยที่แท้จริงคือ จิตใจที่ต้องการกระหายหาพระเจ้า ซึ่งเป็นผลจากวิถีชีวิต ไม่ใช่ชั่วโมงการนมัสการร่วมกัน ซึ่งวางแผนไว้อย่างดี เป็นการตอบสนองส่วนบุคคล แต่เมื่อเรารวมกันสรรเสริญ มีการผสมผสานสู่การตอบสนองของกลุ่ม แต่ว่าการแสดงออก ก็ยังมาจากแต่ละคน แยกจากกัน ซึ่งการตอบสนองนี้ ไม่จำต้องได้รับผลกระทบ จากการที่คนรอบข้างขาดการตอบสนอง เราสามารถ สรรเสริญพระเจ้าได้ทุกรูปแบบ เพียงแต่ขอให้เราเริ่มต้น

      คนในยุคสุดท้าย มีลักษณะที่ไม่กตัญญู และมีรูปแบบของศีลธรรม ซึ่งขาดฤทธิ์อำนาจจากพระเจ้า จึงต้องมี การแนะนำเรื่องการนมัสการ สิ่งนี้ ต้องถูกควบคุมโดยเจตนา ไม่ใช่อารมณ์ของเรา ถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าควบคุมชีวิตอยู่ พระคัมภีร์กล่าวว่า เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ที่ให้เราขอบพระคุณในทุกกรณี (1 เธสะโลนิกา 5:18) อีกทั้งเป็นพระบัญชา ในพันธสัญญาใหม่ (ฮีบรู 13:15)


จิตวิญญาณและความจริง

      จาก ยอห์น 4:23-24 มีความเกี่ยวพันกับข้อต่างๆ ในมัทธิว พระเยซูบอกกับผู้นำศาสนา ว่า "พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์ หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า " พระคัมภีร์ สะท้อนให้เห็นความจริงของการนมัสการ ฤทธิ์เดชของพระเจ้า สะท้อนให้เห็นวิญญาณการนมัสการของเรา พระคัมภีร์และฤทธิ์เดชพระเจ้า เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเข้าใจถูกต้องฝ่ายวิญญาณ จิตวิญญาณและความจริง ก็จำเป็นสำหรับการนมัสการที่พระเจ้าทรงพอพระทัย

      พระเยซูตรัสว่าพระองค์ "ต้องการ" ที่จะผ่านเมืองสะมาเรีย ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องผ่าน เพื่อไปยังจุดหมาย พระเยซูพักผ่อนอยู่ตรงบ่อน้ำ ในขณะที่สาวกเข้าเมืองไปซื้ออาหาร เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาตักน้ำ เห็นได้ชัดว่า เธอยากจนฝ่ายร่างกาย เพราะไม่มีสาวใช้มาตักน้ำให้ แต่ยิ่งกว่านั้น เธอยากจนฝ่ายวิญญาณ พระองค์บอกเธอว่า "ถ้าเจ้ารู้ " (ยอห์น 4:10 - เราต้องนมัสการ จากจุดที่เรารู้) คือความเข้าใจว่า พระเจ้าเป็นผู้นำเราไปสู่การนมัสการ เพราะพระองค์ตรัสว่า "ถ้าเจ้ารู้ เจ้าจะขอ" ความรู้ต้องมีการตอบสนอง ซึ่งก็คือ การที่พระองค์ให้

      แต่อุปสรรคที่พระเยซูต้องขจัดออกไปก่อน เมื่อผู้หญิงนี้ถามว่า "ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราหรือ? " พระเยซูกล่าวถึงความจริง ที่ผู้หญิงนี้ไม่พึงพอใจ ในความสัมพันธ์กับผู้ชายทั้ง 7 คน เธอพยายามเติมความว่างเปล่า ฝ่ายวิญญาณ ด้วยความสัมพันธ์ทางธรรมชาติ แต่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ เราจะผิดหวังทางธรรมชาติเสมอ จนกว่าจะกลายเป็นผู้นมัสการที่แท้จริง   เราไม่อาจพึงพอใจได้อย่างแท้จริงจากการรับใช้ มารีย์เลือกรับสิ่งที่ดีกว่า โดยการนั่งอยู่ต่อหน้าพระเยซู แต่มารธายุ่งอยู่กับการปรนนิบัติ

      พระเยซูจัดการกับสภาวะฝ่ายวิญญาณของหญิงนี้ แต่เธอกลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ไปในแง่ศาสนาศาสตร์ พระเยซูตรัสว่า ชาวสะมาเรียนมัสการด้วยจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่ความจริง (ยอห์น 4:19-24) เพราะในสมัยเอสรา และเนหะมีย์ ชาวสะมาเรียไม่ได้รับอนุญาต ให้ช่วยอิสราเอลสร้างวิหาร พวกเขาจึงสร้างวิหารเอง บนภูเขาเกริซิม ที่เชื่อว่าอับราฮัมถวายอิศอัค และยาโคบฝันถึงสวรรค์ พวกเขาไปภูเขานี้บ่อยๆ แต่พวกเขาไม่รู้ว่า นมัสการอะไร แม้จะกระตือรือร้น แต่ปราศจากความจริงของพระกิตติคุณ   ในขณะเดียวกัน พวกยิวนมัสการด้วยความจริง (ยึดพระบัญญัติ) แต่ปราศจากจิตวิญญาณ พระเยซูเป็นชาวยิว ตรัสว่า "ซึ่งพวกเรานมัสการ เรารู้จัก เพราะความรอดนั้น มาจากพวกยิว " ชาวยิวเข้าใจความจริง แต่เย็นชา หน้าซื่อใจคด ทำตามแต่พิธีกรรม มีท่าทาง แต่ไม่มีจิตใจ

      ถ้าเราเป็นผู้นมัสการที่แท้จริง เราไม่จำเป็นต้องเที่ยวมองหาพระเจ้า เพราะพระเจ้าแสวงหาเรา พระองค์ทรงหา คนที่จะนมัสการพระองค์ ด้วยจิตวิญญาณและความจริง การนมัสการไม่สามารถตั้งอยู่บนประสบการณ์ของผู้อื่น ประชาชนชาวสะมาเรีย เข้าสู่การนมัสการเพราะความจริง (สิ่งที่รู้) และจิตวิญญาณ (ด้วยประสบการณ์) เมื่อมาได้ยิน ความจริงจากพระเยซูด้วยตัวเอง (ยอห์น 4:29-39)

• จิตวิญญาณ เมื่อท่านอ่าน "ร่างกาย จิต และวิญญาณ ของสิ่งมีชีวิต" จะทราบว่า มนุษย์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ร่างกายที่มองเห็นได้ จิตใจที่มองไม่เห็น และวิญญาณจิต (หรือความคิดธรรมชาติ ที่มีความคิด เจตนา และอารมณ์) วิญญาณภายในมีการตอบสนองทางอารมณ์ เช่นเดียวกับความคิดและจิตใจ ความคิดจิตใจและวิญญาณ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แต่แยกจากกัน เพราะพระคัมภีร์บอกเราว่า พระวจนะของพระเจ้าแหลมคม สามารถแบ่งแยก ความคิด จิตใจ และวิญญาณ ออกจากกันได้ (ฮีบรู 4:12)

      "การนมัสการในพระวิญญาณ" หมายความว่า เรานมัสการ จากส่วนลึกภายในใจ (โรม 1:9; อิสยาห์ 26:9; สดุดี 103:1; 1 โครินธ์ 6:20) เมื่ออธิษฐานด้วยภาษาลิ้น (ภาษาแปลกๆ) วิญญาณของเราอธิษฐาน (1 โครินธ์ 14:14-15) เราไม่สามารถนมัสการด้วยวิญญาณอย่างแท้จริง นอกเสียจากว่า ได้รับกำลัง จากพระวิญญาณ ดังนั้น การนมัสการในวิญญาณ ย่อมมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ร่วมด้วย (โรม 8:16) "วิญญาณ" มีความหมายมากกว่าการนมัสการภายในเท่านั้น เพราะมนุษย์ประกอบด้วย 3 สิ่ง เราต้องนมัสการ ด้วยส่วน ความคิด จิตใจ และร่างกาย

• ความจริง หมายถึง การเปิดออก ไม่ปกปิด ซ่อนไว้ เพื่อให้บางสิ่งบางอย่างเป็นความจริง คือ ต้องเป็นสากล ใช้ได้กับทุกคน ต้องเป็นระเบียบ ใช้ได้กับทุกวัย ทุกสถานะ และไม่มีวันสิ้นสุด   ความจริง เป็นข้อมูลที่ได้จากการใคร่ครวญภาวนา ในช่วงการใช้เวลากับพระเจ้า เพื่อค้นพบพระองค์ เราต้องเข้าใจว่า เราทำอะไรเมื่อนมัสการ? เพราะอะไร?

      เมื่อเราจะนมัสการ เราต้องยอมผูกพันกับพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่แค่อารมณ์ ความรู้สึก พระเจ้าปรารถนาให้เรา นมัสการด้วยความจริง เพราะ "มาร...มิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จ มันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา " [ยอห์น 8:44] และ "และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท " [ยอห์น 8:32] เมื่อเรากำลังจะนมัสการ "ด้วยความจริง" เราต้องรู้ว่าสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวนั้น เป็นความจริง นี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะมี "วิญญาณแห่งความจริง" และ "วิญญาณแห่งความเท็จ" กระทำกิจอยู่ในโลกนี้

      ซาอูล ถวายเครื่องบูชา ในขณะที่พระเจ้าขอให้เขาสำนึกผิด และการนมัสการของเขา ไม่เป็นที่ยอมรับ พระเจ้าทรงปรารถนาการเชื่อฟัง มากกว่าเครื่องบูชา การทำตามรูปแบบของการนมัสการ ไม่ว่าจะดูศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าจิตใจไม่ถูกต้องกับพระเจ้า ซาอูลกล่าวว่า "เพราะว่าข้าพเจ้าเห็นประชาชน... " เขาห่วงใยว่า คนจะคิดอะไร มากกว่าพระเจ้าทรงคิดอะไร เหมือนกับที่คริสเตียนอยู่ในสถานนมัสการ และมองไปรอบๆ ว่าจะมีใคร ซักกี่คน ที่ยกมือ ใครได้โห่ร้อง กระโดดโลดเต้น เพราะความชื่นชมยินดีในพระเจ้าบ้าง จะได้ตัดสินใจ จะแสดงออกหรือไม่ เพื่อว่าคนอื่นจะได้ไม่สะดุด และคิดว่าตนเป็นจุดเด่น แต่กลับไม่คิดว่า พระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเทใจถวายพระเจ้า ด้วยร่างกายของเรา ซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า


จิตวิญญาณและความจริงไปด้วยกัน

      การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ คือ การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ เคลื่อนไหวในวิญญาณ ที่ได้รับการไถ่แล้ว ของเรา ซึ่งทำให้เกิดความรัก ยกย่อง ชื่นชม สละอุทิศตน ถวายเกียรติ ยำเกรงนับถือ ไปยังพระเจ้า ผู้ทรงเป็น พระวิญญาณ การนมัสการด้วยความจริง คือ การนมัสการ ตามพระวจนะของพระเจ้า และการตอบสนอง อย่างเหมาะสม ต่อความจริงของพระเจ้า ดังนั้น การนมัสการด้วย จิตวิญญาณและความจริง ประกอบด้วยผู้เชื่อ ซึ่งถวายเกียรติและชื่นชมพระเจ้า โดยการเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามพระวจนะของพระเจ้า จำเป็นต้องมี พระวิญญาณ และ พระวจนะพระเจ้า เพื่อให้เกิดการนมัสการที่แท้จริง ... ถ้าไม่มีพระวิญญาณ การนมัสการก็จะตาย และไร้ชีวิต และถ้าไม่มีพระวจนะ การนมัสการ ก็เป็นแค่พิธีกรรม หรือการระบายอารมณ์เท่านั้น


เหตุผลที่เรานมัสการพระเจ้า

      เราได้รับคำบัญชา จากพระคัมภีร์ให้นมัสการ (อิสยาห์ 43:21; เปโตร 2:5,9; สดุดี 147:1) คำบัญชาครั้งแรก คือ ให้นมัสการพระเจ้า (อพยพ 20:1-5; สดุดี 45:11) งานรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ของเราคือ การนมัสการพระเจ้า มากกว่าการทำงานเพื่อพระเจ้า (2 พงศาวดาร 29:11) และเราถูกสร้างให้นมัสการ


รูปแบบของการนมัสการ

      - การยกย่อง : พระเจ้า (แสวงหาเบื้องบน)

      - การทำให้จำเริญ : พระกายของพระคริสต์ (อยู่ภายใน)

      - การประกาศ : คนหลงหาย (ออกไปตามหา)

      ทั้งสามส่วน เป็นสิ่งจำเป็น คริสตจักรยุคแรกเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ (กิจการ 24:3, 46-47) ยอห์นเน้นย้ำเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน (ยอห์น 15:1-11; 12-17, 18-27) เมื่อเรายกย่องพระเจ้า เราก็จำเริญขึ้น เมื่อจำเริญ ก็เกิดการประกาศ เมื่อจำเริญขึ้นก็ยกย่องพระเจ้า ... เป็นรูปแบบต่อเนื่องเป็นวงจร


ผลของการนมัสการ

      1. พระเจ้าทรงได้รับเกียรติ   (สดุดี 50:23)

      2. รับรู้ถึงผู้แสวงหา   (สดุดี 100:4; ฟิลิปปี 4:6) พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางคำสรรเสริญของประชากร (สดุดี 22:3) เมื่อเราสรรเสริญ เราก็สร้างพลับพลาฝ่ายวิญญาณ ซึ่งพระองค์เสด็จมาสถิตอยู่

      3. ผู้เชื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์   เมื่อเราเข้าสู่การทรงสถิตโดยการนมัสการ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ (สดุดี 24:3-5; สุภาษิต 27:21) ขณะที่เราถูกเผาไหม้และแตกหักต่อหน้าพระองค์ ความไม่บริสุทธิ์ในชีวิตเรา ก็ถูกแยกไปอยู่บนไม้กางเขน เมื่อใช้เวลากับพระองค์ เราก็ถูกเปลี่ยนแปลงใหม่

      4.

      5.

     


การเตรียมตัวเพื่อนมัสการ

     

     


แบบต่างๆ ของการนมัสการ

      1.

      2.

      3.

      4.

      5.


เวลาแห่งการนมัสการ

      1.

     

     

     

     

     

     

     

     

      10.


สถานที่แห่งการนมัสการ

      1.

     

     

      4.


"xxxxxxx" [สดุดี 150:3]

จะนมัสการพระเจ้าอย่างไร

      การนมัสการในพระคัมภีร์ บางครั้งน่าเกรงขามมาก ประชาชนนอนคว่ำหน้า รำพึงภาวนา เงียบสงบต่อพระเจ้า แต่การนมัสการมีความยินดี เอะอะเสียงดังและร่างเริงบันเทิงใจด้วย ..... ............... ........................

      ปรนนิบัติ

      การให้

      เงียบสงบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์

      นมัสการด้วยปาก

      กล่าวคำสรรเสริญ

      เป็นการปฎิบัติของคริสเตียนในยุคแรก

      เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ

      เป็นหน้าที่สำคัญของ..........

      เป็นหนทางงงงงงงงงงงงงงง

      สั่งไว้ในนนนนนนนนนนนน

      เป็นภาระผูกพันนนนนนนนน

      เป็นนิสัยที่ต้องฝึกฝนตลอดทั้งวันนนนนนนน

      เป็นการทดสอบของการเป็นสาวกกกกกกกกกก

      ทำได้แม้ ..............

      ทำให้มีความพึงพอใจจจจจจจจจจจจจจ

      พูดภาษาลิ้นนนนนนนนนนนน

      ด้วยเสียงหัวเราะ

      ยืนอยู่ต่อหน้าการทรงสถิตของพระองค์

      การตบมือ

      ก้มตัวลงและคุกเข่า

      คำบัญชาให้ก้มตัวลงงงงงงงงง

      การเดินและการกระโดดดดด

      การเต้นรำงงงงงงงงง


การโห่ร้องในการนมัสการ

     

     

     

     

     


การสรรเสริญพระเจ้าด้วยเครื่องดนตรี

     

     


นมัสการด้วยร่างกายของคุณ

     

     


การยกมือนมัสการ

     

     


ไฟ พระสิริ และการนมัสการ

     

     



"(พระเจ้าตรัสว่า) พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า อยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย
พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ ด้วยความรักของพระองค์
พระองค์จะทรงเริงโลด เพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง ดั่งในวันที่มีการเลี้ยง
" [เศฟันยาห์ 3:17-18]



ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top