|
เรื่องของจูนและ ชุง เอง ลี (June and Chung Eng Lee)
ขอพระสิริจงมีแด่พระเยซูคริสต์ ผู้คุ้มครอง
และปลดปล่อยเรา จากความตาย ด้วยฤทธิ์อำนาจอัศจรรย์ของพระองค์
วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2004 การมาพักผ่อนที่ภูเก็ต เป็นการตัดสินใจ
ในวินาทีสุดท้ายของจูน และ ชุงเองลี สองพี่น้องชาวมาเลเซีย ซึ่งแผนเดิม จะมาถึงภูเก็ตวันที่ 28 ธันวาคม 2004
แต่ทั้งสองคน แปลกใจมาก ที่สายการบินได้ออกตั๋ว ให้เดินทางวันที่ 25 ธันวาคม หลังจากที่ได้ปฏิเสธ ว่าไม่มีที่นั่ง
ในเที่ยวบินนั้นไปแล้ว จูนภาวนาให้เป็นความเข้าใจผิด และไม่ต้องเดินทางวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อจะได้อยู่บ้าน
ฉลองคริสตมาส กับครอบครัว แต่เมื่อได้รับการยืนยัน จากสายการบิน จูนก็ยอมเดินทาง ตามตั๋วเครื่องบินที่ได้รับมา
เพราะไม่อยากให้น้องสาว มาพักผ่อนโดยลำพัง สองคนพี่น้อง จึงมาถึงภูเก็ตวันที่ 25 ธันวาคม และได้เข้าพัก
ที่โรงแรม ป่าตอง วิลล่า แต่เห็นว่า โรงแรมไม่คุ้มค่าเงิน จึงได้ออกหาโรงแรมใหม่ เพื่อจะย้ายเข้าวันรุ่งขึ้น
เวลา 2 ทุ่มคืนนั้น ขณะที่ทั้งสองคน กำลังเดินไปตามถนน
บนหาดป่าตอง ชุงเองลี รู้สึกไม่สบายใจ จึงได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพลงหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ร้องมานานมากแล้ว
เธอร้องเพลงนั้น อยู่หลายเที่ยว แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ จูนจึงแนะนำให้น้อง อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วย "ภาษาของพระวิญญาณบริสุทธิ์"
(In-Tongues) (ภาษาซึ่งพระเจ้าดลใจให้พูด โดยไม่ใช่ภาษา ซึ่งผู้พูดใช้เป็นประจำ
และไม่ใช่ภาษาที่ฝึก จากการศึกษาเล่าเรียน สมาคมพระคริสตธรรมไทย) เพลงที่ชุงเองลี ร้องในค่ำวันนั้นชื่อ
"จงสงบนิ่ง" เนื้อเพลงกล่าวว่า "เมื่อมหาสมุทร พุ่งสูงขึ้น
และท้องฟ้าคำราม ฉันจะทะยานสูงขึ้น เหนือพายุ โอ้พระบิดา พระองค์เป็นพระเจ้า เหนือผืนน้ำ ฉันจะสงบนิ่ง
เพราะรู้ว่า พระองค์เป็นพระเจ้า" (สดุดี 46)
วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2004 เวลาเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรม
เพื่อย้ายไปโรงแรมใหม่ คือเที่ยงวัน จึงไม่จำเป็น ที่ทั้งสองคนจะต้องตื่นเช้านัก อย่างไรก็ดี ประมาณตีห้า
พี่น้องซึ่งนอนคนละเตียง ในห้องเดียวกัน รู้สึกว่าถูกปลุกให้ตื่น ต่างคนต่างก็คิดว่า เป็นอีกคนหนึ่งมาปลุก
ให้ตนเองลุกขึ้นอธิษฐานกับพระเจ้า ตามที่ปฏิบัติ เป็นประจำ แต่เมื่อชุงเองลี ลืมตาและมองไปที่จูน
ก็รู้ว่าจูนไม่ได้ปลุกตนแน่ ส่วนจูนเอง ก็รู้สึกว่า มีอะไรบางอย่าง รบกวนใจ และรู้สึกเหมือน มีคนมาแตะที่นอน
แต่เมื่อมองไปที่น้องสาว ก็รู้ว่าเธอ ไม่ได้เป็นคนปลุกแน่นอน ทั้งคู่คิดว่า พระเจ้าคงเรียกให้ตื่นขึ้นอธิษฐาน
จึงได้ตื่นทันที และใช้เวลาอธิษฐานด้วยกัน ประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้น จูนมีนิมิต เห็นภาพคนต่างชาติ
นอนตายเกลื่อนกลาดบนพื้น ซึ่งเธอคิดว่า คงเป็นภาพวิญญาณคนตาย ที่ยังหลงหาย วนเวียนอยู่เท่านั้น
หลังจากนั้น พี่น้องได้เช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรมก่อนเวลาที่กำหนดไว้มาก
เวลา 09:45 น. ทั้งคู่ลากกระเป๋าเดินไปถึงโรงแรมใหม่ที่จองไว้
(Casuarina Hotel หาดป่าตอง - ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ The Sun) ขณะที่กำลังยื่นเอกสาร การจองโรงแรม
ให้กับพนักงานต้อนรับ มีคนมากมาย ได้วิ่งเตลิด ขึ้นมาจากชายหาด
ทันทีที่ทั้งสองพี่น้อง เหลียวไปมองทางชายหาด ก็เห็นคลื่นทะเล สูงประมาณ 30 ฟุต ซัดเข้ามาสู่ฝั่ง
และโถมผ่านถนน เข้ามาปะทะกับ ประตูกระจกของโรงแรม คลื่นขนาดมหึมานั้น ได้บดบังท้องฟ้า จนหมดสิ้น
และทั่วทั้งบริเวณ ก็มืดมิดไปทันที คนที่อยู่ในล้อบบี้โรงแรม ไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย เพราะคลื่นกำลังซัด
เข้ามาสู่ตัวอาคาร โดยไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ เสียงกระจกแตกดังสนั่น และเพียงชั่ววินาที น้ำทะเลได้ทะลักเข้ามา
ท่วมบริเวณนั้นจนสูงถึงคอ สองคนพี่น้องยึดกันไว้แน่น จูนตะโกนบอกน้องสาว ให้อธิษฐานกับพระเจ้า
แล้วทั้งหมด ก็ถูกน้ำซัดกระเด็นไปประมาณ 40 เมตร พร้อมกับสิ่งปรักหักพังต่างๆ จนหลุดออกไป
อีกด้านหนึ่งของโรงแรม ทั้งสองคนจำได้ว่า ได้จมลงไปใต้น้ำ แล้วโผล่พรวดขึ้นมาอีก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
มีผู้หญิงไทยคนหนึ่ง โผมากอดจูนไว้อีกต่อหนึ่ง แล้วทั้งสามคน ก็กอดเสาไม้ไว้ได้ต้นหนึ่ง โดยที่ขาแตะไม่ถึงพื้น
ในเวลานั้น สิ่งที่ทั้งสองพี่น้องนึกได้ คือการอธิษฐานกับพระเจ้า เป็นภาษา
ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงดลใจ ตามที่ได้มีประสบการณ์ มาจากชั้นเรียนพระคัมภีร์ ซึ่งสอนโดย
อาจารย์เวอร์น่อน ฟอลส์ (Pastor Vernon Falls) ซึ่งช่วยได้มาก ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างเป็นความวุ่นวาย โกลาหล อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้คนกรีดร้องระงม
รวมทั้งหญิงไทย ที่มากอดจูนไว้ เธอกรีดร้อง อย่างเสียสติ พร้อมทั้งพูดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าว่า เธอว่ายน้ำไม่เป็น
ชุงเองลี ต้องตะเบ็งเสียง สั่งให้เธอหยุดกรีดเสียง และอย่ากอดรัดจูน แน่นจนเกินไป ขอให้เธอตั้งสติ
และอธิษฐานด้วยกัน กับทั้งสองพี่น้อง เพื่อทุกคนจะผ่านพ้น เหตุการณ์นี้ไปได้ หญิงไทยคนนี้ ก็สงบลงได้
และขอบคุณทั้งสองคน ที่ช่วยยึดเธอไว้ ในท่ามกลาง ความเป็นความตายนั้น จูนคิดว่า จะต้องนำหญิงผู้นี้
ให้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะคริสเตียนเชื่อว่า
ใครก็ตาม ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์
และเขาก็จะมีสิทธิ์ เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์เมื่อตายไป จูนได้สอนให้ผู้หญิงไทยคนนี้ อธิษฐานเสียงดังร่วมกับเธอ
โดยสั่ง ในพระนามพระเยซูคริสต์ ให้ทะเลสงบ และสั่งให้คลื่นหยุดซัดกระหน่ำ แล้วน้ำก็ลดระดับลงทันตาเห็น
ในเวลานั้น มีทั้งรถเก๋ง รถบัส มอเตอร์ไซค์ และเจ็ตสกี อยู่ในสภาพหงายท้อง ลอยไปมาทั่วไปหมด
จูนภาวนา ขออย่าให้เห็นศพ โดยเฉพาะศพเด็ก ลอยมาปะทะกับตนเลย
เมื่อน้ำลดลงเหลือประมาณ 3 ฟุต ทั้งสามคน
ได้ลุยน้ำไปหาเคาน์เตอร์คอนกรีต สูงประมาณ 4 ฟุตครึ่ง จูนช่วยให้ น้องสาว และหญิงไทยคนนี้
โหนตัวขึ้นไป บนเคาน์เตอร์ก่อน แต่ตัวเธอเอง กลับไม่มีแรง ที่จะยกตัวขึ้นไป อีกสองคน ต้องพยายามช่วย
ด้วยความยากลำบาก และต้องรีบเร่ง ด้วยกลัวว่า จะเกิดคลื่นลูกใหม่อีก ในทันทีทันใด
จูนรู้สึกว่า เธอตัวเบา และยกตัวขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยกำลังของเธอเอง เธอรู้สึกว่า
ได้รับความช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ หลังจากขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สำเร็จ เพียงพริบตาเดียว
เสาไม้ที่ทั้งสามคนกอดไว้เมื่อครู่ก่อน ก็พังครืนลงมา พร้อมทั้งมีเสียงคนตะโกน และกรีดร้องอีก
และยังไม่ทันที่จูนจะตั้งตัวได้ คลื่นลูกที่สอง ซึ่งใหญ่กว่าลูกแรก ก็ซัดเข้ามา ทำให้จูน หลุดออกไปจากเคาน์เตอร์
เธอทำได้แค่ ยึดราวเหล็กเหนือศีรษะ ไว้ด้วยแขนซ้ายเท่านั้น และห้อยต่องแต่งเหมือนกับทาร์ซาน ทั้งน้องสาว
และหญิงไทย ช่วยกันคว้าตัวจูนไว้ เพื่อจะไม่ถูกกระแสน้ำซัดไป เวลานั้น จูนบอกกับพระเจ้าว่า
หากพระเจ้าไม่ช่วยอุ้มเธอ เธอคงจะโหนอย่างนั้น ไปได้ไม่นาน เธอไม่กลัวที่จะต้องตาย หากพระเจ้าต้องการรับเธอไป
แต่เธอไม่อยากทิ้งน้องไป ในเวลานี้ และหากเธอตาย ครอบครัวของเธอ คงจะขมขื่น และไม่ยอมเชื่อพระเจ้าแน่นอน
เธอและน้อง อยากจะรอดชีวิต ไปเป็นพยานให้แก่ครอบครัว เพื่อจะนำเขามาเชื่อพระเจ้า และอยากจะมีโอกาส
ทำงานรับใช้พระองค์ ให้เสร็จเสียก่อน เมื่ออธิษฐานเช่นนั้นแล้ว จูนก็รู้สึกมีแรงมากขึ้น จนสามารถถีบตู้เย็น
ที่ลอยมาให้ห่าง ออกจากตัวได้ แต่น้ำก็ท่วมสูงขึ้น จนถึงระดับคาง ทั้งสามคน จึงได้ร่วมกันอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง
สั่งน้ำ ให้ลดระดับลง และไหลกลับสู่ทะเล ในพระนามของพระเยซูคริสต์ แล้วน้ำก็ลดลงทันที
ต่อจากนั้น ทั้งสามคนได้เสี่ยงลุยน้ำไปที่บันไดโรงแรม
ซึ่งนำไปสู่เฉลียงชั้นบน และได้เห็นว่า มีชาวต่างชาติ และคนท้องถิ่น อยู่ที่นั่นประมาณ 20 คน
ต่างอยู่ในสภาพชอค! บาดเจ็บ เสียงร้องไห้ระงมไปทั่ว และมีเลือด อยู่ทุกหนทุกแห่ง จูนมีแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อย
ส่วนชุงเองลี มีแผลลึกที่เท้า เพราะโดนกระจกบาด และเจ็บปวดมาก ทั้งคู่คุกเข่าลง และอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า
ที่พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัย และทรงอยู่ด้วยกับตนเสมอ พระองค์ทรงปลุกให้ตื่นแต่เช้า เพื่อจะออกจากโรงแรมแห่งแรก
และมาถึงโรงแรมใหม่ ทันเวลา หาไม่ ทั้งสองพี่น้อง ก็คงติดอยู่ในห้องพัก ซึ่งอยู่ชั้นล่าง หรือถูกถูกคลื่นกวาดไป
หากยังเดินอยู่บนถนน ทั้งสองคนสรรเสริญพระเจ้า ที่พระองค์ไม่เคยสาย เวลาของพระองค์เป็นพรอันประเสริฐอย่างยิ่ง
หลายคนบนเฉลียงนั้น สังเกตเห็นว่า สองพี่น้องอธิษฐานกับพระเจ้า ด้วยเสียงดัง
จูนนึกถึงเหตุการณ์ ในพระคัมภีร์ ที่ท่านอัครทูตเปาโล ปลอดภัยจากเรืออับปาง และรู้สึกว่า เธอก็จะปลอดภัย
เช่นเดียวกัน ชุงเองลีกอดพี่สาวไว้ และร้องไห้ด้วยความกลัว และยังอดไม่ได้ ที่จะจ้องมองไปยังทะเล
ด้วยความหวาดระแวง จูนสั่งให้น้อง เฝ้าอธิษฐานกับพระเจ้าต่อไป และให้น้อง ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
อย่างที่ต้องการ ชุงเองลี ร้องเพลงด้วยน้ำตานองหน้า "เมื่อมหาสมุทรพุ่งสูงขึ้น และท้องฟ้าคำราม
ฉันจะทะยานสูงขึ้นเหนือพายุ โอ้พระบิดา พระองค์เป็นพระเจ้าเหนือผืนน้ำ ฉันจะสงบนิ่ง
เพราะรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า" เมื่อร้องเพลงนี้จบ จูนบอกว่า "ใช่แน่แล้ว!
พระเจ้าพยายามจะบอกอะไรกับเรา และพระองค์อยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา พระองค์จึงดลใจ
ให้น้องอยากจะร้องเพลงนี้ เมื่อคืนนี้" ชุงเองลี เห็นด้วยกับพี่สาวทุกอย่าง ความรักอันยิ่งใหญ่
ของพระองค์ ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสงบลง เธอยังคงยืนกอดเสาต้นหนึ่งไว้ ในขณะที่จูนเดินไป
ให้กำลังใจแก่คนอื่นๆ ด้วยการอธิษฐานกับเขา เพื่อเขาจะรู้จักกับพระเยซูคริสต์ และบอกเขาว่า
พระองค์จะช่วยให้เขาปลอดภัย หลายคน ซาบซึ้งในการกระทำของเธอ และอธิษฐานต้อนรับพระเยซูคริสต์ที่นั่น
คนที่เหลือส่วนใหญ่ก็ดูสงบลงได้
ไม่มีคลื่นระลอกสาม น้ำทะเลได้ลดลงแล้ว และหน่วยกู้ภัย
ได้ออกติดตาม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย รถพยาบาล นำชุงเองลีไปส่งโรงพยาบาล เพราะบาดแผลลึก จนเดินไม่ได้
ทั้งเมืองโกลาหลวุ่นวายไปหมด รวมทั้งที่โรงพยาบาลด้วย ชุงเองลี จึงไม่ได้รับการรักษาพยาบาล อย่างดีนัก
เพียงแต่รับพลาสเตอร์ยามาเท่านั้น แต่ทั้งสองพี่น้อง ก็ไม่เพิกเฉยที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่โรงพยาบาล
เท่าที่จะทำได้ และยังใช้โอกาสนั้น อธิษฐานกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ที่โรงพยาบาลนี้ จูนได้ใช้โทรศัพท์สาธารณะ
ติดต่อไปหาอาจารย์เวอร์น่อน ฟอลส์ ที่อเมริกาเพื่อแจ้งข่าว และขอการอธิษฐานเผื่อ และเธอโทรศัพท์สำเร็จ
โดยความช่วยเหลือ ของหญิงไทยที่รอดชีวิตมาด้วยกัน และคนท้องถิ่นอีกหลายคน ที่ช่วยกันหาเหรียญ ให้จูนใช้โทรศัพท์
เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล ชุงเองลีไม่มีรองเท้าใส่
ร้านรวงปิดหมด แต่ก็มีคนท้องถิ่น ให้รองเท้าแตะมาหนึ่งคู่ โดยไม่คิดเงิน ขณะนั้น มีผู้คน
กำลังวิ่งหนีอะไรกันมา อย่างจ้าละหวั่นอีกครั้งหนึ่ง เสียงรถหวอ และเสียงตำรวจ ประกาศดังลั่น
เป็นภาษาท้องถิ่น เมื่อเห็นพี่น้องคู่นี้ ตำรวจได้บอกว่า อาจจะเกิดแผ่นดินไหว ระลอกสองตามมา
ให้ทุกคนขึ้นไปอยู่บนเขา ทั้งสองคนจึงรีบไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน และได้โบกเรียกรถแวนคันหนึ่ง
ซึ่งคนขับ ได้พามาส่งที่เชิงเขา โดยไม่ยอมรับเงิน ทั้งคู่ค่อยๆ เดินขึ้นเขาไป ตลอดทาง มีคนจำนวนมาก
นั่งเรียงรายอยู่ตามทางเดิน และในป่าบนเขา วันนั้นอากาศร้อนมาก ทั้งสองคน อยากจะพัก และต้องการ
ที่สำหรับอธิษฐานกับพระเจ้า
แล้วทั้งคู่ก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่บนหน้าผา
ทั้งคู่หาที่นั่งพักได้ ในซอยหลังบ้าน จุดนี้สามารถ มองลงไปเห็นทะเล ชุงเองลี รู้สึกขยาดกับทะเลเบื้องล่าง
เธอไม่เคยคิดเลยว่า ธรรมชาติที่เคยสงบนิ่ง สวยงาม จะกลายเป็นความดุร้าย น่าสะพรึงกลัวไปได้
แต่เธอก็รู้สึกได้ว่า ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นผลงานของผีมารซาตาน ซึ่งเลือกใช้เทศกาลวันหยุดยาว
คร่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ จำนวนมาก เธอทั้งร้องไห้ และอธิษฐานในเวลาเดียวกัน ด้วยความกลัวว่า
จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอีก จูนคิดว่า น่าจะลองขออนุญาตเจ้าของบ้าน ใช้โทรศัพท์ เพื่อโทรหาอาจารย์เวอร์น่อน
ฟอลส์อีกสักครั้ง ทั้งคู่ยังมีเงินสด และพาสปอร์ตติดตัว อยู่ในกระเป๋าคาดเอว และจะสามารถรับผิดชอบ
ค่าโทรศัพท์ได้ อัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่เจ้าของบ้าน ไม่เพียงแต่ยอมให้ใช้โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังเชื้อเชิญทั้งสองคน
เข้าไปในบ้าน หาอาหารมาให้กิน ให้อาบน้ำ ให้เสื้อผ้า ให้ผ้าห่มสะอาด และให้แม้แต่เบาะนอนและหมอน
เพื่อทั้งคู่จะพักอย่างสบาย โดยเจ้าของบ้านไม่ยอมรับเงินเลย ทั้งสองคน สังเกตเห็นว่า มีตนเท่านั้นที่ได้รับ
ความจุนเจือ อย่างอัศจรรย์เช่นนั้น คนที่เหลือทั้งหมด ได้แค่อยู่ข้างนอก เพื่อรอความช่วยเหลือที่จะมาถึง
นอกจากนั้น จูนรู้สึกได้ว่า พระเจ้าได้นำเธอ และน้องสาวมาที่บ้านนี้ เมื่อเธอสังเกตเห็นว่า เสื้อยืดคอกลม
ที่เจ้าของบ้านนำมาให้ใส่นั้น มีรูปนกอินทรี ซึ่งสื่อถึงข้อพระคัมภีร์ ที่เธอชื่นชอบในพระธรรมอิสยาห์ 40:30-31
ซึ่งกล่าวว่า "แม้คนหนุ่มจะอ่อนเปลี้ย และเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์ จะล้มลง
แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอย พระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้น ด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่ง
และไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดิน และไม่อ่อนเปลี้ย" จูนขอบคุณพระเจ้า ผู้จัดเตรียมทุกสิ่ง
พระองค์รู้ว่าจะดูแลมนุษย์ ซึ่งประเสริฐกว่า เหล่านกน้อยใหญ่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม
ที่พักพิง และการปลอบโยน
เวลาผ่านไปจนถึง 6 โมงเย็น ไม่มีแผ่นดินไหวระลอกสอง
อย่างที่คนกลัว มีข่าวว่า สนามบินภูเก็ตเปิดแล้ว จูนคิดว่า ควรจะหาทางออกจากเกาะภูเก็ต
แต่ก็อยากจะรอ ให้พระเจ้าบอกว่า ควรจะทำอย่างไร ทั้งสองคน จึงร่วมกันอธิษฐานต่อไป แล้วชุงเองลี
ก็รู้สึกได้ว่า พระเจ้าบอกว่า ทั้งสองคน จะได้ออกไปจากเกาะภูเก็ต ภายในคืนนั้น ซึ่งความคิดนี้
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะทุกอย่าง ยังคงโกลาหลอลหม่าน และไม่มีทางที่จะติดต่อ กับสนามบินภูเก็ต
เพราะระบบโทรศัพท์ ยังใช้การไม่ได้ และหากแม้จะไปสนามบินได้ อะไรจะเกิดขึ้น หากมีคลื่นยักษ์ระลอกสาม
เพราะสนามบิน ตั้งอยู่ใกล้ทะเล แต่อยู่บนเขานี้ ก็ไม่ใช่จะปลอดภัย หากเกิดแผ่นดินไหว ทั้งสองคนจึงอธิษฐานว่า
หากพระเจ้าเห็นว่า ทั้งสองคนควรจะออกไป จากภูเก็ตคืนนั้น ขอพระองค์ ยืนยันน้ำพระทัย ของพระองค์
ด้วยการให้อาจารย์เวอร์น่อน โทรศัพท์มาที่บ้านหลังนั้น และทั้งสองคน ก็อธิษฐานกับพระเจ้าต่อไปเรื่อยๆ
ประมาณ 5 ทุ่มคืนนั้น มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และผู้ที่โทรศัพท์มา
คืออาจารย์เวอร์น่อน ท่านบอกว่า ท่านอธิษฐานกับพระเจ้า และรู้สึกเช่นเดียวกัน ว่าพระเจ้าต้องการ
ให้ทั้งคู่ออกไปจากภูเก็ต ภายในคืนนั้น ทั้งสองพี่น้อง จึงขอให้ลูกชายเจ้าของบ้าน ขับรถไปส่งที่สนามบินภูเก็ตทันที
เมื่อไปถึงสนามบินภูเก็ตประมาณเที่ยงคืนครึ่ง
มีคนไม่มากที่นั่น และดูเหมือน ไม่มีใครเป็นเหยื่อ ของคลื่นยักษ์เลย นอกจากพี่น้องคู่นี้ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า
เกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคน มีเที่ยวบินจะเข้ากรุงเทพฯ ภายในอีกครึ่งชั่วโมง พี่น้องมองหน้ากันและซื้อตั๋วสองใบ
แล้วก็มาถึงกรุงเทพฯ เวลาตีสาม แท้จริงแล้ว เที่ยวบินนี้ กำหนดออกจากภูเก็ต เวลาหนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที
แต่ได้เลื่อนเวลาออกไป จนเลยเที่ยงคืน ทั้งสองคนแทบไม่เชื่อว่า สิ่งนี้จะเป็นไปได้ และตนเป็นผู้ประสบภัยซึนามิ
สองคนแรก ที่ได้ออกไปจากภูเก็ต ชุงเองลีกล่าวว่า "พระเจ้าได้จัดเตรียม
เที่ยวบินนี้ไว้ คอยท่าเราอย่างอัศจรรย์ นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่ง ที่พระองค์ได้สอนเราว่า ถ้าพระองค์สั่งให้เราทำอะไร
ไม่ใช่หน้าที่ ที่เราจะต้องคิดว่า จะเป็นไปได้อย่างไร แต่จงปฏิบัติตามนั้น ทุกสิ่งเป็นไปได้
ตามน้ำพระทัยของพระองค์" จูนกล่าวว่า "เรานมัสการพระเจ้า
ผู้ทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์เป็นพระเจ้า ผู้สมควรต่อการสรรเสริญ อย่างแท้จริง"
สองคนพี่น้องกลับถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
เวลาเที่ยงวันของวันที่ 27 ธันวาคม 2004 โดยสวัสดิภาพ คำส่งท้ายจากชุงเองลี "ขอบคุณพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่ และทรงพระชนม์อยู่ พระคำของพระองค์ เป็นจริงชั่วนิรันดร์
ดิฉันไม่รู้สึกขมขื่นใจ ที่ได้เผชิญกับภัยพิบัตินี้ แต่กลับเข้มแข็งขึ้น และจิตวิญญาณของเรา ได้พุ่งทะยานขึ้นสูง
กว่าคลื่นยักษ์ที่เราได้ประสบมา"
คำส่งท้ายจากจูน "เราสองคนพี่น้อง
เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ได้วิเศษกว่าคนอื่น แต่เราเป็นลูกของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า พระองค์รักท่านทุกคน
ไม่ว่าท่าน จะรู้จักพระองค์หรือไม่ และพระองค์ทรงรู้ว่า ท่านกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ท่านที่รัก
หากท่านยังไม่รู้จัก และไม่มีประสบการณ์ กับพระเยซูคริสต์ เป็นการส่วนตัว ดิฉันขอเชิญชวนท่าน
ให้เปิดใจต้อนรับพระองค์ เป็นเพื่อน และเป็นพระผู้ไถ่บาปของท่าน เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระเจ้า
และสวรรค์ คือบ้านที่แท้จริงของท่าน"
สุภาพสตรีสองพี่น้องคริสเตียนชาวมาเลเซีย
(จูนอายุ 42 ปี และชุงเองลี อายุ 33 ปี ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Sun ประเทศมาเลเซีย)
ได้ประสบเหตุคลื่นยักษ์ ที่หาดป่าตอง จ. ภูเก็ต สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้รับคำพยาน ของชุงเองลี
ทางอีเมล์ ซึ่งส่งผ่านมาจากหลายบุคคล และได้พบคำพยานของจูน ในเว็บไซต์ นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ The Sun
ของประเทศมาเลเซีย ประจำวันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ 2005ได้เสนอข่าว ของสองท่านนี้ด้วย สมาคมฯ
ได้พยายามหลายวิธี ที่จะติดต่อกับทั้งสองท่านโดยตรง เพื่อจะขออนุญาตตีพิมพ์ เรื่องที่านประสบมา
แต่ไม่สามารถติดต่อท่านได้ จึงต้องเรียนขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ สมาคมฯ ได้ผนวกคำพยาน ของทั้งสองพี่น้อง
เข้าด้วยกัน และแปลเป็นภาษาไทย
|