เสียงเรียกของพระเจ้ากับคนที่เคยใช้เสียงร้องให้คนไทย

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 7 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


เสียงเรียกของพระเจ้า กับคนที่เคยใช้เสียงร้องเพื่อคนไทย

ชีวิตก่อนได้พบกับพระเจ้า

นคร เวชสุภาพร

      ช่วงที่สูงสุดของชีวิตการเป็นนักดนตรีนั้น ผมคิดว่าผมได้รับแล้ว เจอแล้ว มันก็เป็นเรื่อง ที่ธรรมดานะ ไม่ได้ต้องการอยากอยู่หรือยื้อไว้นานๆ อาจจะเป็นเพราะว่า เราอยู่มานาน อย่างที่บอก ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้เป็นตัวของตัวเองนัก เราเลยอยากอยู่ อยากมีชีวิตอย่าง ธรรมดาบ้าง วันแรกตื่นเช้ามา ไม่ต้องไปทำงาน เมื่อคืนไม่ได้กลับดึก มันเป็นความรู้สึกที่ ตื่นเต้นนะ อ๋อ! นี่ตอนเช้ามันเป็นอย่างนี้หรือ เมืองไทยยามเช้า มันเป็นอย่างนี้เองนะ อากาศ เช้าเป็นอย่างนี้เอง สวนลุมเป็นอย่างนี้หรือ เพิ่งเข้าใจ หลังจากที่ชินชา กับชีวิตกลางคืน มานาน มันเป็นอะไรที่เหมือน เรากินเข้าไปจนเลี่ยนล้า พอมีลูกมีเต้าขึ้นมาแล้ว จึงอยากจะ หยุดสิ่งเหล่านั้น ไปทำอย่างอื่นดู เปิดโอกาสของเรา ให้คนรุ่นใหม่เขาลองขึ้นมากันบ้าง จึงค่อยๆ ถอยออกมา

      โดยมีเด็กชุดแรกเลยคือ จอนนี่ แอนโฟเน่ นี่ล่ะ เพิ่งอายุ 15 เป็นรุ่นขวดโหล แล้วก็พวก ไก่ สุธี, เอ อริชัย, โอ๋ ไอศูรย์, เพชร พิทพล มีคนล่าสุด ที่ตอนนั้นรับเอาไว้แล้ว คือ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ซึ่งกำลังเอามาฝึกร้องเพลง กำลังหา คอนเซ็ปต์การนำเสนอ อยู่ว่า จะทำเพลงออกมาแบบไหนดี เวลามีงานแกรนด์เอ็กซ์ จะให้ทัชขึ้นไปร้องด้วย เป็นการแนะนำตัว ทำอยู่พักหนึ่งมันเริ่มยุ่ง เพราะวงการเพลงตอนนั้นมีคนเข้ามามากแล้ว มีค่ายต่างๆ มากขึ้น ยุ่งกันไปหมด

มาเชื่อพระเยซูคริสต์เจ้าได้อย่างไร

      หมอบอกว่าลูกสุขภาพไม่ดีเหมือนผม เชื้อไม่ทิ้งแถว เป็นภูมิแพ้ ทำให้เป็นหวัดบ่อย แต่คุณแม่เขาไม่เป็น ไปหาหมอก็ไม่รู้จะให้ทำอย่างไร เราเองไม่เท่าไหร่ แต่ลูกตัวเล็กๆ นี่สิสงสารเขามาก ต้องผจญกับโรคภัยไปอีกกี่ปี ทำให้คิดมาก ประกอบกับคุณพ่อผม ก็ไม่สบายนอนอยู่ในโรงพยาบาล แม่ก็ป่วยเป็นมะเร็ง ไม่รู้จะทำอย่างไร

      มีคนมาพูดถึงเรื่องพระเยซูว่าท่านช่วยเราได้ มีปัญหาอะไร ท่านช่วยนะ ด้วยความที่ไม่รู้ จะไปหาใครอีกแล้ว ก็ลองดูสิ ลองเฉยๆ ที่บ้านเราเองเลย ไม่ได้ไปที่โบสถ์ หรือทำพิธีอะไร เพราะยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จักอะไรเลย แต่ก็ลอง บอกท่านดู เป็นการลองที่ตัวเองคิดว่าแปลกมาก... คือจะพูดบอกกับท่านไปเฉยๆ พูดอยู่คนเดียวนั่นล่ะ พูดในใจด้วย ปกติผมจะสวดมนต์ ทำสมาธิของผมเป็นประจำ วันหนึ่ง หลังจากที่สวดมนต์ตามปกติเสร็จ ผมก็พูดว่า ถ้าพระเยซูมีจริง อย่างที่เขาพูดกัน ผมอยู่ที่นี่แล้ว อยากรู้จัก อยากทราบว่า เป็นอย่างไร แค่นี้ เราก็ทำไปด้วยคิดว่า ไม่มีหนทางไหนแล้วนี่ ก็ลองขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดู ด้วยความรัก ความหวังดี กับลูกกับแม่ ของเรา ซึ่งอยากให้เขา หายจากความเจ็บปวด ผมพูดแบบนั้น อยู่ 7 วัน พอดีวันนั้น เป็นหวัดอีก ไปหาหมอแล้ว ให้ยามาถุงใหญ่ เหมือนเคย คราวนี้เป็นไข้ด้วย ตัวร้อนจี๋เลย ทำให้ง่วงมาก เพลีย รู้สึกว่าวันนี้ อาจจะสวดมนต์ไม่ได้ พูดไม่ไหว ขอคิดในใจ แล้วกัน เออ! พูดไปตั้งหลายวัน ถ้าจริงอย่างที่เขาบอกกันก็ดีนะ บังเอิญ ตาก็เหลือบไปที่พระคัมภีร์ ที่เขาให้มาวาง ที่ข้างเตียง ตั้งแต่ได้มาไม่เคยเปิดดูเลย เพราะไม่รู้วิธีอ่าน ว่าควรจะเริ่ม ตรงไหนก่อน มีเป็นพันๆ หน้า แล้วเราก็ ไม่สบายด้วย ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่า ไบเบิลก็คือตัวแทนของพระเจ้านี่ เลยหยิบขึ้นมา อธิษฐานว่า ถ้าพระเยซูมีจริง ลองพาให้เราอ่านหนังสือ เล่มนี้หน่อย แล้วซี้ซั้ว เปิดขึ้นมาจำได้ว่าหน้านั้นคือลูกา บทที่ 15 ทางซ้ายมือบทนั้น กล่าวว่า พระเยซูกำลังเล่า ยกตัวอย่าง นิทาน ให้สาวกฟังว่า พระเจ้าจะตามหาคนของพระองค์ เหมือนกับที่คน เลี้ยงแกะ ตามหาแกะที่หายไปแม้เพียง 1 ตัว ในขณะที่มีแกะทั้งหมดถึง 100 ตัว เขาก็จะละแกะ 99 ตัว ที่เหลือ ไว้ก่อน เพื่อตามหาจนกว่าจะพบมัน แล้วจะแสดงความดีใจ เป็นอย่างยิ่ง เมื่อหาเจอ จะบอกใครต่อใครว่าเจอแล้ว พระองค์ก็เช่นกัน เมื่อหาคนที่หลงไปของพระองค์เจอ จะทรงนำมาโชว์ ด้วยความดีใจ เหมือนคนเลี้ยงแกะที่เจอ แกะหลง จะเกิดความปีติยินดีในสวรรค์ เมื่อคนบาปคนหนึ่งที่หายไป ได้กลับใจถูก ตามกลับมา แม้เขาไม่รู้จัก พระองค์ แต่พระองค์รู้จักเขา และตามเรียกเขาให้มา รับความรอด ความรัก ความช่วยเหลือจากพระเจ้า

      เรื่องที่เหลือยังมีอีกนะครับ แต่ว่าใจความตรงนี้ล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า นี่คือสิ่ง ที่พระองค์กำลังบอกว่า ผมคือคนบาป ที่หลงหายไปของพระองค์ ผมเป็นเหรียญ ที่หล่นหาย เป็นแกะหลง ที่พระเจ้าหาเจอ แล้วได้กลับมา เป็นลูกของพระเจ้า ในใจรู้สึกอย่างนี้เลย เนื้อหาและคำต่างๆ เหล่านั้น มันตรงเข้าไปสู่ใจเรา เหมือนกับเสียงนั้น บ่งบอกว่าเรื่องนี้คือตัวเธอนั่นล่ะ ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า ปีติ มีความรู้สึกดีมาก ยิ่งกว่า คำว่าชีวิตมีทางออกเสียอีก รู้สึกปีติขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ยังนอนป่วยอยู่ และไม่ได้พูดกับใคร ความรู้สึกมันเกิดข้างในตัวเรา ว่าโอ้โห! เรามีค่า ขนาดนี้เลยหรือ นี่พระเยซู ศาสดาของศาสนาคริสต์ ที่สร้างฟ้า สวรรค์ แผ่นดินโลก มารู้จักกับเราส่วนตัวเลยหรือ ความรู้สึกคืออย่างนั้นจริงๆ นี่ท่านตามหาเรา เรามีค่ามากเลยนะ ความรู้สึกมันยิ่งกว่า ตอนที่แฟนบอกรักเรา หรือแม่บอกว่ารักเรา ซาบซึ้งเข้าไปข้างใน ลึกมาก จนน้ำตาไหลซึมออกมาเลย เป็นจริงเป็นจังมาก ทั้งที่เรื่องที่อ่านไปแค่ประมาณ 2 หน้ากระดาษกว่าๆ เอง ความรู้สึกบอกว่าเราเจอแล้ว หลังจากที่พูดไป 7-8 วัน มีจริงๆ นะ ตื่นเต้นมาก ทั้งที่ยังงงๆ แต่เชื่ออย่างมั่นใจว่า ต่อไปนี้ พระเจ้าจะมาช่วยเรา จึงปิดหนังสือนอน ที่จริงร่างกายยังรู้สึกเจ็บป่วย ด้วยพิษไข้อยู่ เป็นไข้หวัดเหมือนเดิม แต่ว่าในใจ เราสบายแล้ว ปีติมาก

      ทั้งที่เห็นว่ายายังวางอยู่ห่อใหญ่ แต่เราตื่นขึ้นมาอย่างแข็งแรง ทำให้รู้สึกว่าเราหายแล้วนี่ แต่ไม่ได้คิดว่า เป็นปาฏิหาริย์หรืออะไร คิดแต่ว่าพระเจ้ามีจริง มาดูแลเราจริง นี่คือผลที่เกิดจาก การพบพระเยซู ทำให้มั่นใจว่า ต่อไปนี้เราไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกแล้ว ดีใจมาก
      จึงมุ่งไปที่เป้าหลักของเรา คือลูกๆ กับคุณแม่ ซึ่งถ้าพ่ออยู่ ก็คงไปช่วยท่านด้วย แต่ว่าท่านเสียไปก่อน แต่ลูกเขายังเด็ก เราต้องอธิษฐานขอให้เขา วางมือไปที่เขาแล้วขอพระเจ้ารักษา ขอทุกวันๆ เออ มันหายแฮะ ค่อยๆ หาย อย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละนิดๆ จากที่เคยเป็น เดือนละไม่ต่ำกว่า 10 วัน ก็เว้นไป ค่อยๆ ห่าง จนที่สุดหายไป เราดีใจมาก ลูกเราหายจริงๆ ในระยะเวลาเป็นปี เขาก็ค่อยแข็งแรงขึ้น จึงไปหาแม่เป็นรายต่อไป
      คุณแม่เป็นมะเร็งที่มดลูก จะปวดมาก ก็หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ โรคกลัวของเขา ก็หายไปด้วย คือเขาจะนอนคนเดียวไม่ได้ กลัวระแวงสิ่งต่างๆ พอได้รู้จักพระเยซูก็หายไปได้ เพราะจิตสงบ แรกๆ ไม่เชื่อ แต่เห็นชีวิตของลูกและหลาน เปลี่ยนไปกับตา เลยลองดูแล้วหายได้จริงๆ กลับมาสุขภาพแข็งแรง ส่วนภรรยาผม เขาไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่าทุกคนรอบตัวเขาเปลี่ยนไป ซึ่งไม่ใช่โรคภัยอย่างเดียว เรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องงาน ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ในครอบครัวของเรา ที่จริงเราเข้าใจกันดี แต่ว่าเมื่อมีพระเจ้าเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ทำให้รายละเอียด ในเรื่องต่างๆ แต่ละวันของเราดีขึ้น ที่เข้าใจกันอยู่แล้ว ก็เข้าใจกันมากขึ้น คล้ายกับว่า พระเยซูมาช่วยให้เรา มีกำลังรักได้มากขึ้น


ชีวิตหลังได้รู้จักพระเจ้า

      จากนั้นเรื่องราวปาฏิหาริย์นี้จึงถูกร่ำลือบอกต่อไป ทำให้มีผู้คนคิดว่า เขาสามารถ ทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ จึงมาขอให้ช่วยรักษา ใครมาหาผมก็จะบอกเขาว่า ผมไม่ใช่คนรักษานะ แต่เป็นพระเจ้าต่างหาก ที่ท่านมารักษา พวกเขาก็ โอเค ไม่ว่าใครจะรักษา แต่เขาก็ยอมรับพระเจ้าไว้ ทำให้เกิดผลเช่นเดียวกัน กับที่ผมได้รับ พอเกิดผล คนยิ่งพูดกัน จนหนังสือพิมพ์เอาไปเขียน คนยิ่งมา เราก็ได้แต่ขอพรจากพระเจ้าให้เขา สอนให้เขารักพระเจ้า เพราะว่าพระคัมภีร์ไบเบิล บอกว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง แต่บางครั้ง สิ่งที่เราขอ อาจจะไม่ถูกต้อง หรือขอในสิ่งที่เป็นภัย อย่างนั้นท่านจะไม่ให้ แต่จะพาเราออกไปหาสิ่งที่ถูกต้อง และให้ในสิ่งที่ เหมาะสมแทน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเรา ซึ่งแล้วแต่พระเจ้าว่าจะช่วยเขาอย่างไร แต่ละคนที่จะทรงช่วย จะใช้วิธี ไม่เหมือนกัน ไม่มีกฎเกณฑ์ ตายตัว เพราะพระองค์จะรู้และเข้าใจ ว่ามนุษย์แต่ละคน ควรจะไปทิศไหน อย่างไร แล้วจะทรงหาทาง ที่เหมาะสม ค่อยช่วยเหลือเขาออกมา

      การรวมตัวกันของสมาชิก คริสตจักรอภิสุทธิสถาน หรือ Holy of Holies เกิดจากความศรัทธา ของคนที่เคย ได้รับการช่วยให้รอด จากพระเจ้า เป็นส่วนใหญ่นั่นเอง ที่นี่มีสมาชิกประมาณ สองสามร้อยคน ซึ่งน้อยคนจะเป็น คริสเตียน มาตั้งแต่แรกเกิด เขาก็เหมือนผมอย่างนี้ล่ะ แต่เรามามีศรัทธาร่วมกัน จึงรวบรวมกันมา เพื่อศึกษา พระคัมภีร์ เพื่อหนุนใจกัน ต่อสู้กับกิเลสตัณหา สิ่งเย้ายวนข้างนอก เพื่อขอบคุณพระเจ้า ที่ชีวิตของเราได้รู้จัก พระองค์ และพบกับสันติสุข แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่พระเจ้าจะอยู่กับเรา ช่วยให้เรารอดทีละอย่าง ขอให้เราทำหน้าที่ ในโลกนี้ ให้ดีที่สุด แล้วที่เหลือพระเจ้าจะช่วยเอง ต่างกับสมัยก่อน ถึงพยายามแล้ว แต่ที่เหลือ เรามักจะเอาไป ฝากไว้ กับเหล้ากับบุหรี่ หรือในที่ใด ๆ ที่เราคิดว่าช่วยให้เราลืมๆ ความกลุ้มใจได้ เราจึงอยู่อย่างคนบาป ทั้งที่ไม่เคยทำบาปหนา สาหัสสากรรจ์ แต่จะคิดเสมอว่า ทำดีอย่างไร ก็ลบสิ่งไม่ดีที่เคยทำไว้ ไม่ได้ ตายไป ไม่รู้จะต้องตกนรกชั้นไหน ในใจจะคิดว่าคนเราต้องเกิดมาใช้กรรม ที่มาจากปางก่อน อย่างที่ผมต้องป่วยไง พอเป็นทีไร ก็คิดทุกทีเลยว่า เมื่อไหร่จะชดใช้กรรมหมดเสียทีหนอ แต่พอตอนนี้ มีพระเจ้ามาให้กำลังใจอยู่ข้างเรา จึงอุ่นใจ สงบใจขึ้น เชื่อว่าตายไป ก็ไม่ตกนรกแล้วล่ะชีวิตนี้ เพราะพระคัมภีร์บอกว่า พระเยซูคือผู้ช่วยให้รอด โดยการตายที่ไม้กางเขน ด้วยเลือดที่ไหลออกมา คือการยกบาปของเราออกไป เป็นการใช้เวรใช้กรรมแทนเรา นี่คือสิ่งที่ผมศึกษา มาจากพระคัมภีร์ และประสบการณ์ชีวิต 13 ปี


ทำดีไม่ง่าย ต้องให้พระเจ้าช่วย

      เพราะในไบเบิลบอกว่ามนุษย์มีบาป ซึ่งเป็นเชื้อบาปมาจากบรรพบุรุษ ตั้งแต่มนุษย์คู่แรก ของโลก ดังนั้น ถ้าจะให้ทำดี จึงเป็นการฝืน หากเมื่อเราต้อนรับพระเจ้า เข้ามาสถิตกับเรา พระองค์จะประทานกำลังให้เรา ต่อสู้กับสิ่งชั่ว ที่เราไม่อยากทำ พระองค์จะเข้ามาโอบกอด และให้กำลังชนะบาปชั่วนั้น และถ้าเราไม่อยากทำบาปต่อไปอีก พระองค์จะเข้ามา ช่วยเราให้สามารถทำความดีได้ ซึ่งสำหรับคนที่ตั้งใจทำความดีอยู่แล้วยิ่งสบายมาก
      ยกตัวอย่างว่าคนคนหนึ่งชอบเที่ยวกลางคืน พยายามจะเลิกเพื่อลูกเมีย แต่อีกใจก็อดไม่ได้ ทำอย่างไรดี ขอให้บอกพระเจ้า พระองค์จะมาช่วย ขอให้บอกว่าเขาไม่มีกำลัง ช่วยเขาด้วย แม้เขาพลาด พระองค์ก็จะให้อภัย ไม่ว่าเรื่องนั้น จะเป็นอะไรก็ตาม เหล้า บุหรี่ แม้กระทั่งยาเสพติด และไม่ใช่ช่วยแต่เรื่องนิสัยใจคอ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการงาน ครอบครัว ลูกเต้า ชีวิต ศีลธรรม จริยธรรม พระองค์เป็นกำลังให้ได้หมด
      ผมเองเวลาไปทำงาน ช่วยประสานรอยร้าว ให้กับครอบครัวที่กำลังแตกแยก หรือคนที่ป่วย ต้องการกำลังใจ ที่จริงก็เหนื่อยนะ เพราะเราเห็นเขา มีความทุกข์ เราก็เครียดไปด้วย ทำให้เหนื่อย แต่เราก็สุขใจ เพราะเรามีพระเจ้า เราอุ่นใจ ที่มีพระเจ้าเป็นกำลัง คอยอยู่ข้างเคียง และรู้ว่าตายแล้ว เรามีที่ไปแน่ สบายใจเราก็หายเหนื่อยช่วยเขาต่อไปได้

      ผมไปพูดให้เด็กที่บ้านเมตตาฟัง บอกเขาว่าความรัก คือสิ่งที่เราต้องให้ออกไป โดยที่ไม่อยากได้อะไรกลับคืน ซึ่งสามารถจะฝึกฝน การมีความรักเหล่านี้ได้ เพราะความรักจะช่วยปกป้องไม่ให้เขาทำผิดอีก เพราะพ่อแม่ เป็นมนุษย์ธรรมดา บางครั้งความรักของท่านมีจำกัด แม้ว่าอยากให้มาก แต่ให้ไม่ได้ แต่ถ้าถามว่ารักไหม ท่านรักเรานะ ไม่อยากให้ลูก ไปตกอยู่ในสถานที่แบบนี้หรอก ดังนั้นก่อนที่จะทำบาป หรือสิ่งเดือดร้อนผิดกฎหมายครั้งต่อไป ให้ระลึกถึงพ่อแม่เอาไว้ให้ดีๆ แทนที่เขาจะได้ทดแทน ให้พ่อแม่มีความสบายใจ เขากลับทำบาป ทำผิด พ่อแม่ของเขา จะเหนื่อยใจอีก ลำบากอีก ผมจะตอกย้ำน้องๆ วัยรุ่นเหล่านี้ว่าต้องจำให้ดีเลยว่า ไม่มีบาปอะไรที่ทำแล้ว จะหนีรอดไปได้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อออกไปสู่ชีวิตภายนอกอีกครั้งแล้ว อย่ายอมกลับเข้าไปตรงนั้นอีก อย่าทำให้พ่อแม่เราเสียใจ และหากสิ่งเย้ายวน มันทำให้เราเผลอ อดใจไว้ไม่ได้ เราไม่มีกำลังต่อสู้กับมัน เคล็ดลับที่ผมบอกเขาคือ เมื่อไหร่ที่รู้สึก จนตรอก นึกถึงพ่อแม่แล้ว แต่ยังไม่มีแรงพอ นึกถึงเวรกรรมแล้วยังไม่มีแรงพอ ตะโกนบอกเลยว่า พระเยซูช่วยลูกด้วย แค่นี้พระองค์จะมาช่วยน้อง ผมไม่อยากทำชั่วอีกแล้ว ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ ไม่อยากใช้เวรใช้กรรมอีก พระเจ้าจะนำทางน้องเอง


นคร เวชสุภาพร
ศิษยาภิบาล คริสตจักรอภิสุทธิสถาน



ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top