|
วันหนึ่ง ชายหนุ่มชื่อเจษฎาพงษ์ ในวัย 27 ปี รับการเชิญชวน ของเพื่อนคริสเตียน
ให้ไปร่วมประชุมที่คริสตจักร เมืองบุรีรัมย์ เขารับเชิญ โดยไม่ทราบเลยว่า ที่คริสตจักรมีอะไร ในวันนั้น เขาได้เห็นว่า
ที่นั่น มีการร้องเพลงคริสเตียนกัน และในขณะที่ร้องเพลงอยู่นั้น เขารู้สึกว่า มีพลังบางอย่าง เคลื่อนไหวในที่ประชุม
และเมื่อที่ประชุมเงียบลง ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "เรารู้จักเจ้า ก่อนที่เจ้าก่อร่างในครรภ์มารดา
จงออกมา" คุณเจษฎาพงษ์ รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟ ไหลผ่านตัวเขา จากศีรษะ ซ่านลงไปจรดปลายเท้า ทำให้เขา
เกือบเสียการทรงตัว เมื่อการประชุมจบลงแล้ว เขาได้เล่าอาการนี้ให้เพื่อนฟัง และเพื่อนบอกว่า อาจเป็นไปได้ว่า
เจษฎาพงษ์ คือผู้ที่พระเจ้าเรียกให้ออกไป แต่คุณเจษฎาพงษ์ ไม่เชื่อเรื่องนี้ เขาคิดว่าผู้หญิงคนนั้น คงพูดสุ่มไปอย่างนั้นเอง
หลังจากวันนั้น คุณเจษฎาพงษ์ ได้มีโอกาสไปร่วมการประชุม ของคริสเตียนอีกครั้งหนึ่ง
ที่จังหวัดขอนแก่น มีคนมากมายอยู่ในที่ประชุมนั้น แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่ามีเหตุกาณ์อะไรเหมือนกับครั้งแรก ต่อมา
อีกประมาณ 4 - 5 เดือน เพื่อนคนเดิม มาชวนไปคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ นักเทศน์เป็นฝรั่งชาวอังกฤษ
ด้วยเหตุผลใดก็ตาม คุณเจษฎาพงษ์ ได้ตัดสินใจ ยอมรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในวันนั้น และเมื่อกลับมาถึงบ้าน
ภรรยาของเขาโกรธมาก ที่ทราบว่า เขาได้มาเป็นคริสเตียนแล้ว
"ครอบครัวต่อต้าน"
ตั้งแต่วันนั้นมา คุณเจษฎาพงษ์ ถูกภรรยาต่อต้าน โดยตลอดด้วยวิธีต่างๆ เช่น
หาเหตุกีดกัน ไม่ให้สามีไปคริสตจักร ในวันอาทิตย์ แต่เขาก็ยังยืนหยัด ด้วยสันติวิธี ที่จะไปร่วมประชุมที่คริสตจักร
เช่นเดียวกับ คริสเตียนคนอื่นๆ แม้จะต้องเดินเท้าเปล่าจากบ้าน เพราะโดนภรรยาแกล้ง ยึดรองเท้าไว้ หรือจะต้อง
เดินเข้าไปในโบสถ์ ด้วยเสื้อคอกลม ตัวในเพียงตัวเดียว เพราะโดนภรรยายึดเสื้อตัวนอกไว้ การต่อต้านจากภรรยา
กินเวลานานประมาณปีเศษ ระหว่างนั้น เวลาที่เธอเจ็บป่วย คุณเจษฎาพงษ์ ได้อธิษฐาน ขอให้พระเจ้ารักษาเธอ
และเธอก็จะหายเจ็บ เรื่องแปลกๆ ที่ทำให้ภรรยารู้สึกว่า พระเจ้าน่าจะมีจริง คือ หากเธอขว้างพระคัมภีร์ หรือข้าวของ
ใส่สามีด้วยมือไหน เธอก็จะเจ็บมือนั้น ส่วนคุณเจษฎาพงษ์เอง ได้เปลี่ยนเป็นคนใจเย็นขึ้นมาก จนภรรยาสังเกตเห็นได้
และเขาไม่เคยโต้ตอบภรรยา ด้วยวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ เมื่อมีปัญหาในบ้าน บัดนี้ ภรรยากลายเป็นฝ่ายข่มเหงสามี
ด้วยความไม่พอใจที่เขามาเป็นคริสเตียน
วันหนึ่ง เธอตามคุณเจษฎาพงษ์ไปที่คริสตจักร ขณะที่มีการร้องเพลง "พระเยซู
พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า" เธอเริ่มร้องไห้ เมื่อได้ยินเพลงนี้ และเธอร้องไห้หนักขึ้น จนต้องออกมานอกห้องประชุม
และร้องไห้อยู่คนเดียว เธอเริ่มเชื่อว่า มีพระเจ้าในวันนั้น และหลังจากนั้นประมาณ 4-5 เดือน เธอก็ได้ยอมรับเชื่อ
เป็นคริสเตียน ส่วนคุณแม่ ของคุณเจษฎาพงษ์ เคยต่อต้านเขาเช่นเดียวกัน แต่ก็ได้มา เชื่อพระเจ้า และเป็นคริสเตียน
ก่อนภรรยา คุณเจษฎาพงษ์ มีพี่ชายที่ได้มาที่คริสตจักร เพื่อจะศึกษาหลักของคริสตศาสนา และต่อมาก็ยอมรับว่า
พระเจ้ารักเขา และพระเยซูได้มาตายแทนเขา จึงมาเป็นคริสเตียน หลังคุณเจษฎาพงษ์ 2 ปี เวลานี้ ทั้งครอบครัว
ของคุณเจษฎาพงษ์ เป็นคริสเตียนทุกคนแล้ว
"เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา เราจะได้รับเกียรติเพราะเจ้า"
วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 ขณะที่คุณเจษฎาพงษ์ และภรรยา
กำลังเดินทางไปสัมมนาที่เชียงใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 13 ชั่วโมง ขณะที่อยู่บนรถ ในช่วงเวลาอันยาวนานนั้น
คุณเจษฎาพงษ์ ได้อธิษฐานในใจ ขอให้พระเจ้าพูดอะไรกับเขาบ้าง เมื่อหยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาอ่าน ก็เปิดไปเจอ
พระธรรมอิสยาห์ บทที่ 49 ข้อ 3 กล่าวว่า "เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา เราจะได้รับเกียรติเพราะเจ้า"
คุณเจษฎาพงษ์ ได้บันทึกพระคัมภีร์ข้อนี้ และได้เก็บประสบการณ์ และความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในวันนั้นไว้ เขาคิดว่า
วันหนึ่ง เขาจะต้องเป็นผู้รับใช้ (ของพระเจ้า) และได้เริ่มเตรียมชีวิตตาม ความตั้งใจนั้น เขาใช้เวลา 10 ปี
ในการจัดการ กับเรื่องต่างๆ ที่ค้างอยู่ ตลอดจนภาระหนี้สิน ให้เสร็จสิ้น และเตรียมชีวิต โดยเข้าศึกษาอบรมสัมมนา
ของคริสเตียน และมีส่วนในการรับใช้คริสตจักร โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำประชุมและเล่นดนตรี
วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 เป็นวันที่เขาเริ่มต้นรับใช้คริสตจักร เต็มเวลา
โดยลาออกจากงานประจำ ที่ทำอยู่ ซึ่งเขาได้รับเพียง เงินเดือน เดือนสุดท้าย และเงินกองทุนเลี้ยงชีพเท่านั้น
แต่คริสตจักร ก็ได้มีส่วนสนับสนุนเลี้ยงดูเขา ส่วนภรรยา ยังเป็นพยาบาลอยู่ ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ลูกสาว
กำลังเรียนที่ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะพยาบาลศาสตร์ ลูกชายเรียนอยู่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ต่อมา คุณเจษฎาพงษ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นศิษยาภิบาล (ศบ.) ของคริสตจักร
พระกิตติคุณสมบูรณ์ บุรีรัมย์ (ศิษยาภิบาล คือผู้ดูแลสมาชิก ด้านจิตวิญญาณและดูแลพันธกิจต่างๆ ของคริสตจักร)
คริสตจักรนี้ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 เมื่อเริ่มก่อตั้ง มีสมาชิกประมาณ 30 คน โดยได้เช่า
อาคารพาณิชย์ 2 คูหาเป็นที่ประชุม ปัจจุบัน คริสตจักรมีอาคารเป็นของตัวเอง และจุคนได้ถึง 200 คน
โดยเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2000 มีสมาชิกสมบูรณ์ 50 คน บางครั้งมีคนมาประชุมถึง 80 คน
พระพรในชีวิตของ ศบ. เจษฎาพงษ์ กำลังแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น เนื่องด้วยงานประกาศ
เรื่องพระเยซูคริสต์ และด้วยความคิดในการช่วยเหลือ แบ่งปันแก่ผู้มีความเดือดร้อน ในท้องถิ่น ที่มีงานเกษตรกรรม
เป็นอาชีพหลัก
แคนตาลูปพระพร
ในระหว่างการทำงานเป็นผู้รับใช้พระเจ้านั้น ศบ. เจษฎาพงษ์ ได้เข้าไปประกาศ
เรื่องพระเยซูคริสต์ ที่บ้านสวายเจริญ หมู่ 10 ต. ห้วยราช อ. ห้วยราช จ. บุรีรัมย์ และได้มีโอกาสรู้จักกับ ผู้อาวุโสท่านหนึ่ง
ที่เขาเรียกว่า "คุณตา" ท่านผู้นี้ แต่เดิมเป็นคนหูหนวก และ ศบ. เจษฎาพงษ์ ได้เอาใจใส่ดูแล
พาไปตรวจที่โรงพยาบาล จนคุณตามีเครื่องช่วยฟังไว้ใช้ จากเดิม ที่คุณตาเป็นผู้เชื่อใหม่ เดี๋ยวนี้ ท่านเป็นคริสเตียนแล้ว
และเป็นสมาชิกของคริสตจักรด้วย คุณตา เป็นอีกบุคคลหนึ่ง ที่พระเจ้าได้ใช้ เพื่อสำแดงแผนการของพระองค์
ที่มีต่อชีวิตของ ศบ. เจษฎาพงษ์ ทางด้านการเกษตร ซึ่งแม้จะมากด้วยอุปสรรค แต่ก็กลายเป็นพรแก่ชาวบ้าน ในละแวกนั้น
ในเวลาต่อมา
คุณตามีที่ดินขนาด 7 ไร่ ซึ่งหลานของท่าน ได้นำไปจำนองไว้ ตั้งแต่ต้นปี 2003
และไม่มีกำลังจะไถ่ถอน ท่านจึงอยากจะขายที่ผืนนี้ แม้จะรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง แต่แม้จะมีคนพร้อมจะซื้ออยู่ 2 ราย
คุณตาได้ขอให้ ศบ. เจษฎาพงษ์ ช่วยซื้อที่ผืนนี้ของท่านไว้ เพราะเป็นครอบครัว ที่มีความสนิทสนมผูกพัน ในเวลานั้น
ศบ. เจษฎาพงษ์ เพิ่งเริ่มชีวิตรับใช้พระเจ้า และไม่มีรายได้มากมาย เขาคิดอยากจะช่วยท่าน ด้วยการหาเงินมาไถ่ถอน
ที่ดินผืนนี้ให้ เขาใช้เวลาอธิษฐานให้พระเจ้าทรงนำ ว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้เขาตัดสินใจได้
คือเขาได้เปิดพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไปพบเรื่องในพระธรรม เยเรมีย์ บทที่ 32 (พระเจ้าสั่งเยเรมีย์ว่า ให้ซื้อที่นา
ซึ่งเป็นสิทธิ์ ในตระกูลของเยเรมีย์ จากญาติ และให้ทำโฉนดที่ดินเก็บไว้ให้ดี เพราะแผ่นดินเยรูซาเล็ม กำลังจะตก
เป็นของอาณาจักรบาบิโลนแล้ว แต่พระเจ้า จะกลับมาอวยพรแผ่นดินนี้อีก ในเวลาต่อมา) เมื่อได้อ่านเรื่องนี้ ศบ.
เจษฎาพงษ์ และภรรยา ได้ตัดสินใจ เอารถไปเข้าไฟแนนซ์ แล้วมาซื้อที่ผืนนี้ จากคุณตา แบบโอนโฉนดในวันที่ 20
มกราคม 2004 แต่ก็ยังไม่ทราบว่า จะทำอะไรกับที่ผืนนี้ เพราะคิดว่า ซื้อไว้เพื่อช่วยท่านเท่านั้น
ในระหว่างนั้น ศบ. เจษฎาพงษ์ คิดถึงเรื่องในพระธรรมลูกา บทที่ 4 ตอนที่พระเยซู
เข้าไปสั่งสอนในธรรมศาลา (พระองค์ได้กล่าวถึงเรื่องการช่วยเหลือประชาชนในเมืองนั้น) เรื่องนี้ ทำให้เขานึกถึง
พี่น้องเกษตรกร และชาวนาในท้องที่นั้น ซึ่งมีหนี้สินเป็นปัญหาใหญ่ และต้องไปขายแรงงาน ในจังหวัดอื่น หลังฤดูเก็บเกี่ยว
ตัวเขาเองรู้สึกสนใจ เรื่องการปลูกแคนตาลูป เพราะได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องนี้มา แต่ก็พบว่า มีค่าใช้จ่ายสูงมาก
และชาวไร่จะต้องมีความรู้ เรื่องการบำรุงรักษา และการตลาด เขาได้พบว่า สมาชิกคริสตจักรบางคน ได้ตัดสินใจ
เลี้ยงไก่บ้านและกบ แต่ยังไม่มีสมาชิกคนใด ปลูกแคนตาลูป เพราะต้นทุนสูง เขานึกถึงที่ดิน ที่ซื้อมาจากคุณตา
ซึ่งมีแหล่งน้ำอยู่ด้วย แต่แรก เขาคิดว่า น่าจะทำเป็นที่สำหรับอธิษฐาน และอาจเป็นที่สร้างอาชีพ ให้แก่สมาชิกคริสตจักรได้
ศบ. เจษฎาพงษ์ เริ่มอธิษฐานอดอาหาร ขอการทรงนำจากพระเจ้า เช่นเดียวกับพระนางเอสเธอร์ ในพระคัมภีร์
ภาคพันธสัญญาเดิม ที่อธิษฐานอดอาหาร เพื่อขอให้พระเจ้าเมตตา ช่วยเหลือชนชาติยิวของตน (ให้พ้นจากการปองร้าย)
รสชาติแตกต่าง
เมื่ออธิษฐานแล้ว เขาตัดสินใจทำไร่แคนตาลูปด้วยตนเอง เพื่อจะนำประสบการณ์
และความรู้ มาแนะนำแก่สมาชิก เขาอธิษฐาน ขอให้พระเจ้าประทานแคนตาลูป ที่มีรสชาติแตกต่างจากสวนอื่นๆ อย่างไรก็ดี
หลังจากได้ผลผลิตรุ่นแรก กลับขายไม่ได้ จะส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ก็ไม่สำเร็จ เพราะเขายังไม่เข้าใจระบบตลาด ผ่านไป 3 วัน
แคนตาลูป ที่ตัดแล้วเหล่านั้น ก็ยังไม่มีที่จะระบายออก เวลานั้น มีคนมาแจ้งข่าวว่า มีการประกวด และจำหน่ายแคนตาลูป
ที่อีกตำบลหนึ่ง คือ ต.แสลงพัน อ.ลำปลายมาศ เขาจึงนำผลผลิต ไปขายที่นั่น และได้รับคำแนะนำ จากคณะกรรมการจัดงาน
ให้ส่งผลผลิตเข้าประกวด อย่างน้อยที่สุด ก็จะได้รับรางวัลชมเชย เขาจึงคัด ผลแคนตาลูป ส่งเข้าประกวด แต่ไม่ได้สนใจ
รอฟังผล คิดแต่จะต้อง รีบไปขายผลผลิตให้หมด ที่ตลาดอื่น
เวลาผ่านไป 10 กว่าวัน เมื่อ ศบ. เจษฎาพงษ์ ไปเยี่ยมกลุ่มเกษตรกร ที่ปลูกแคนตาลูปด้วยกัน
พวกเขาถามว่า "ทำไมไม่ไปรับรางวัล?" "รางวัลอะไรครับ?" คำตอบคือ "รางวัลชนะเลิศ!"
แคนตาลูปของสวนเบธเลเฮม ได้รับรางวัลชนะเลิศ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของจังหวัดประจำปี 2547!
ทั้งสามีภรรยา รู้ซึ้งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ความสามารถของตนเอง แต่เป็นพระพร
ที่พระเจ้าประทานให้แก่เขา เขาเชื่อว่า พระเจ้าได้ตอบคำอธิษฐานที่เขา ได้ขอแคนตาลูป ที่มีรสชาติที่แตกต่าง
เมื่อเขาชิม ผลผลิตของตนเองครั้งแรกนั้น เขารู้สึกตกใจเพราะแคนตาลูปที่ได้นั้น รสไม่หวานจัด เช่นแคนตาลูปทั่วไป
ทั้งที่เขาใช้ปุ๋ย และกระบวนการต่างๆ เหมือนสวนอื่นๆ นอกจากนั้น พื้นที่เพาะปลูกใน อ.ลำปลายมาศ มีกว่า 600 ไร่
มีเจ้าของมากกว่า 10 สวน ที่ต่างก็มีประสบการณ์กว่า 10 ปี สวนเบธเลเฮม มีแค่ 4 ไร่ และเขาเป็นเกษตรกรใหม่
ที่เพิ่งเริ่มอาชีพได้ไม่นาน ยิ่งกว่านั้น แคนตาลูปไม่ใช่พืชที่ปลูกง่าย ต้องดูแลด้วยความเข้าใจ
หลังจากที่ ศบ. เจษฎาพงษ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ไร่แคนตาลูปของเขา ก็มีกิจการดีขึ้น
สามารถจ้างงานชาวบ้าน และสมาชิกคริสตจักร มาช่วยทำไร่ และรับออกไปขายด้วย นอกจากนั้น ยังช่วยให้นักเรียน
ในท้องที่นั้น มีงานพิเศษทำ หลายๆ คน ได้ขอแคนตาลูปไป แทนเงินค่าจ้างก็มี จากการขายผลผลิต ไปแค่สองรุ่น
เขาได้ค่าแรงและค่าปุ๋ยคืน แต่แม้กระนั้น วิกฤตก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ ในบางครั้งที่ครอบครัว
และชาวบ้าน มีความเห็นไม่ตรงกันกับเขา เขาจะถูกกดดัน ด้วยแนวความคิดเดิมๆ แต่ทุกครั้ง เขาจะคุกเข่า
อธิษฐานกับพระเจ้า และด้วยความเชื่อในพระเจ้า เขาก็สามารถแก้ปัญหา และผ่านวิกฤตมาได้
เกษตรกรรมไม่ใช่อาชีพที่ต่ำต้อย
ศบ. เจษฎาพงษ์ได้ฝากข้อคิดมายังผู้ที่สนใจในงานเกษตรกรรมว่า อาชีพนี้
ไม่ใช่อาชีพที่ต่ำต้อย แคนตาลูปเป็นพืชที่น่าปลูก เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก และใช้เวลาปลูกไม่นาน คือ ประมาณ 65 วัน
รวมการเตรียมดิน ก็จะใช้เวลา ประมาณ 3 เดือน ปีหนึ่ง สามารถปลูกได้ 3 รุ่น ได้ผลตอบแทน มากกว่าการทำนา
เพียงแต่ต้อง ศึกษาวิธีการดูแลรักษา ด้านการตลาด ยังมีความเป็นไปได้ แม้จะมีปัญหา การล้นตลาดอยู่บ้าง แต่วิธีแก้ไข
คือผู้ปลูก ต้องเข้ากลุ่มกัน แล้วจัดลำดับการส่งผลผลิต ออกสู่ตลาด แบบทยอยกันออก ไม่ใช่ออกพร้อมๆ กันทุกสวน
นอกจากนั้น พื้นที่เพาะปลูกนี้ จะใช้ทำอย่างอื่นได้อีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ความสำเร็จ จะต้องมา จากการทำงาน
ด้วยความทุ่มเทและมุ่งมั่น แม้เราจะต้อง ประสบปัญหาหลายอย่าง แต่เราจะผ่านทุกอย่างไปได้ หากเรา ดำเนินชีวิต
โดยความเชื่อในพระเจ้า
"เหล่าสิงห์หนุ่มยังขาดแคลนและหิวโหย
แต่บรรดาผู้ที่แสวงหาพระเจ้าไม่ขาดของดีใดๆ" [สดุดี 34:10]
"มือที่หย่อนเป็นเหตุให้เกิดความยากจน
แต่มือที่ขยันขันแข็งกระทำให้มั่งคั่ง" [สุภาษิต 10:4]
ศิษยาภิบาล เจษฏาพงษ์ ชำรัมย์
เจ้าของสวนเบธเลเฮม อ.ห้วยราช
|