เบื้องหลังรายการวิทยุ กับ ดีเจเสียงใส เปิ้ล หัทยา

God with Us   End of Bar
หน้าบ้าน    FAQ    ฮอตฮิต    
>  พระคำ
>   บทความ
>   คำพยาน
>   บทเพลง
>   คริสตจักร
>   ดาวน์โหลด
>   หนังสือออนไลน์
>   บทเรียนออนไลน์
>   ลิงค์ต่างๆ
>   ติดต่อเรา

Online Status
F Guest
??????????? 9 ??
?????? 0 ??


[ - Login - ]

Sponsor by Web Inspirer


เบื้องหลังรายการวิทยุ กับ ดีเจเสียงใส เปิ้ล หัทยา

วันเวลาที่เปลี่ยนไปของ หัทยา (เกษสังข์) วงศ์กระจ่าง

      "จริงๆ แล้ว ตัวพี่เปิ้ล ไม่ค่อยจะมีปัญหาเยอะนะ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่เปิ้ลก็จะสนิท กับคุณแม่ มีปัญหา ก็พูดคุยกันได้ตลอด ก็ไม่รู้สึกว่า ตนเองต้องไป แสวงหาอะไรมากกว่านั้น พอทำงาน ชีวิตก็ค่อนข้างจะราบรื่น มีปัญหาบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เช่น ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานบ้าง พอมาถึงเรื่องความรัก ก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอีก จนกระทั่งตอนตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีเวลาว่าง ทำให้เปิ้ลเริ่มคิด คิดเยอะ ทำนองที่ว่า เด็กเกิดมาได้อย่างไร มันอัศจรรย์จริงๆ คิดว่าต้องมีอะไรสักอย่าง ที่มีฤทธานุภาพมาก ที่ทำให้ระบบ ธรรมชาติเป็นแบบนี้ ต้องมีใครสักคน ที่เป็นใหญ่ ในปฐพีจริงๆ ที่สามารถ จะกำหนดกฎเกณฑ์ว่า 9 เดือน เด็กจะต้องคลอดออกมา และกำหนด การเจริญเติบโต กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง"

Ple

      "ช่วงที่ท้อง พี่จะอ่านหนังสือ เตรียมพร้อม สำหรับการเป็นคุณแม่ ปรากฏว่า พี่มาเจอหนังสือแปลของ ดร. เจมส์ ด๊อบสัน เป็นหนังสือเรื่อง กล้าฝึกวินัยให้ลูกรัก เขาพยายามที่จะบอก ในหนังสือของเขาว่า การที่ชีวิตครอบครัว ของเขา ประสบความสำเร็จ ก็เพราะว่า เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระเจ้า เขาอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปี แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระคัมภีร์ ได้กำหนดโลกนี้เอาไว้แล้ว ทำให้พี่เปิ้ล อยากจะลองอ่าน หนังสือพระคัมภีร์ดู หลังจากที่พี่เปิ้ลคลอด และกลับมาจัดรายการ ก็มีสิ่งที่น่าแปลกคือว่า เพื่อนของพี่ ชื่อนิราตรี ศรีบุญเรือง เขาเอาเรื่องพระคัมภีร์ มาอ่านออกรายการ ก็เลยถามเขาว่า ซื้อพระคัมภีร์ที่ไหน เคยหาซื้อ ตามเอเชียบุคส์ มันไม่มี เขาแนะนำให้ ไปที่สมาคมพระคริสตธรรม พี่เปิ้ลก็ไป และซื้อพระคัมภีร์มาอ่าน พอช่วงคริสตมาส ปี 39 พี่ปุ๊-อัญชลี ก็ชวนไปโบสถ์ พี่ก็คิดว่าจะไปดีไหม แต่ในพระคัมภีร์ พูดถึงการนมัสการพระเจ้า พี่ก็เลยไป พาลูกไปด้วย แต่พี่ตั้วไม่ได้ไป พอไปถึง ก็ทำให้อยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น อยากรู้ว่า คนที่ไปโบสถ์จริงๆ เขารู้จักพระเจ้าอย่างไร เขาสัมผัสกับความรักของพระเจ้า ได้อย่างไร ในที่สุดเราก็ลองเปิดใจดู ลองอธิษฐาน"

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่พี่เปิ้ล จะตัดสินใจเชื่อพระเจ้า

      "มันก็ลำบาก คือมนุษย์ จะมีความหยิ่งอยู่ในตัว จะรู้สึกว่า ศาสนาเก่าที่เรานับถือมา ก็ไม่เคยทำร้ายอะไรเราเลย เราก็ได้สิ่งดีๆ มาตลอด ก็คิดว่า มันเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า หรือว่า มันเป็นเรื่องของ ความเชื่อเฉยๆ ซึ่งมันก็ไม่แปลก ถ้าเราจะเชื่อในสิ่งที่ดี สำหรับชีวิตของเรา และพี่เปิ้ลก็คิดว่า ถ้าเราไม่เอา เรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง แต่เรา ต้องการที่เชื่อในพระเจ้า แล้วทำไม เราจะเชื่อไม่ได้ ในเมื่อเรายังไปเชื่อในวัตถุ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งนั้น จะให้คุณกับเราจริงไหม ทำไมบางคน ยังไปเชื่อความฝัน เห็นเลขเห็นอะไร ซึ่งมันก็ไร้สาระจริงๆ แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า เราก็สามารถ ที่จะพบสิ่งดีจริงๆ เพราะในพระคัมภีร์ ก็มีแต่สิ่งดีๆ ที่สอนเรา และการที่เรา ให้คำสอนของพระเจ้า เข้ามานำทางชีวิตเรา และเราฝากทุกอย่างไว้กับพระเจ้า เรารู้สึกว่ามันมีประโยชน์ มีคุณค่ามากกว่า"

มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากที่ได้รู้จักพระเจ้า เพราะจริงๆ คนอื่น เขาก็มองพี่เปิ้ลว่า
ประสบความสำเร็จแล้ว หน้าที่การงานดี ทำงานก็มีชื่อเสียง มีครอบครัวที่ดี

      "อาจจะเป็นตรงที่อีโก้ของพี่ลดน้อยลง แทนที่พี่จะอยากมีชื่อเสียง รับงานเข้ามาเยอะๆ โดยไม่มีเวลาให้ลูก แต่กลับไม่รู้สึก กระวนกระวายในเรื่องนี้ มีแค่นี้ก็ใช้แค่นี้ ไม่ต้องไปกอบโกยอะไรมาก เดี๋ยวพระเจ้าก็ให้เอง รู้สึกสบายใจกว่า ที่จะตะบี้ตะบันทำงาน และก็หวังว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หรือต้องการหาความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งทำให้เรา เติบโตทางวัตถุมากเกินไป ซึ่งพี่ก็ขอบคุณพระเจ้า ที่มารู้จักพระเจ้าทันเวลา และมันเป็นจุดต่าง ตรงที่ทำให้คิดได้ว่า คนเราต้องการเงินมากๆ ไปเพื่ออะไร ความคิดมันเปลี่ยนไป เวลาที่เราไม่ได้เชื่อในพระเจ้า เราคิดว่าชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว และมองไม่เห็น ความบาปของตัวเอง เราคิดว่าการที่ตัวเรามีอีโก้ การที่เราต้องการจะเอาชนะคน การที่เราต้องการจะเป็นหนึ่ง มันไม่ใช่ความบาป แต่จริงๆ แล้วมันเหมือนกับว่า เราไม่ถ่อม เราต้องการไปเรื่อยๆ บางทีเราไปถึงจุดนั้น แล้วตกลงมา เราอาจจะเสียใจ แต่เราขอบคุณพระเจ้า ที่เรามารู้จักพระเจ้าก่อน ทำให้เรานิ่งได้ ไม่ต้องตะบัน รับงานแข่งกับเขา แต่ก่อนเราเคยดัง พอมีลูกแล้วจะกลับมาดังอีก ไม่ได้หรือ แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้คิดถึงจุดนั้นแล้ว มันไม่จำเป็น ชีวิตมันอาจจะแย่ยิ่งกว่านี้ เราก็จะไม่กลัว ชีวิตมัน อาจจะไม่เหมือนกับที่เราคิด เราก็ไม่กลัว เราจะฝากทุกอย่าง ไว้ในพระหัตถ์ อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า ถ้าเป็นแต่ก่อน เราจะรู้สึกว่า ไม่ได้ มันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรายังมีหนทาง จะไปได้อีก เราจะไม่หยุด และอีกอย่างที่เปลี่ยนคือ ลดสิ่งดึงดูดจากภายนอก ได้เยอะเลย พี่อยากจะพูดว่า ถ้าพี่ย้อยกลับไปได้ พี่ก็อยากจะรู้จักพระเจ้า มาตั้งนานแล้ว ซึ่งบางทีชีวิตพี่ อาจจะได้รับแต่ความสงบ และได้รับสันติสุข มากกว่านี้ก็ได้ แต่ชีวิตคนก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตพี่เปิ้ล ไม่ได้โลดโผน หรือมีปัญหามากมาย บางคนมีปัญหาเยอะมาก แต่ถ้าเขาไม่เจอทางตัน เขาก็จะไม่แสวงหา เราก็ต้องปล่อยให้ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า อาจจะเป็นที่พระเจ้า ได้กำหนดไว้แล้วว่า แต่ละคนต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้"

อยากให้พี่เปิ้ลพูดถึงความประทับใจที่มีต่อพระเจ้า

      "เยอะมากเลย เริ่มตรงไหนดี เอาคนใกล้ตัวก่อนนะ อย่างเรื่องการใช้ชีวิตครอบครัว สามีภรรยาย่อมมีความคิดที่ค้านกันได้ แต่ก่อนที่จะมารับเชื่อ พี่ก็จะมีคุยกันแบบว่า เอาเหตุผลของคุณ ของฉันมาดูกันเลย พี่ตั้วเขาเป็นผู้ใหญ่นะ เขาก็จะพูดเหตุผลของเขา พี่เปิ้ลก็จะต้องการเอาชนะ แต่เมื่อเรายอม เชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น เราต้องเชื่อฟังสามี ตามที่พระคัมภึร์บอก เมื่อเราวางใจในพระเจ้า เราก็วางใจในเขามากขึ้น ตอนนี้พี่เปิ้ลกำลังทำบ้านอยู่ ก็จะวางใจ ว่าเขามี ความเป็นสถาปนิกอยู่ในตัว แล้วเขาก็คงอยากทำ สิ่งที่ดีที่สุดให้กับบ้าน พระเจ้าสามารถเปลี่ยนพี่เปิ้ล ตรงนี้ได้ ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องเอาชนะ เปลี่ยนตรงนี้นิดนะ เพื่อฉัน ทำตรงนี้นะเพื่อฉัน มันเป็นความร้สึกประทับใจ ที่ความสัมพันธ์ในบ้าน มันนุ่มนวลขึ้น และพี่ตั้วเขาก็อาจจะมองเห็น ตรงนี้ก็ได้ว่า ตั้งแต่พี่มาเชื่อพระเจ้า แล้วใจเย็นขึ้น และประทับใจ ในเวลาที่เราว้าวุ่นใจ หรือมีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องลูก หรือเรื่องอื่นๆ พอเราอ่านพระคัมภีร์ปุ๊บ ก็เจอคำตอบ ทำให้รู้ว่า พระเจ้ารู้ว่า เราต้องการอะไร ช่วงที่พี่อยู่ตัวแล้ว น้องเริ่มโตขึ้นแล้ว ก็จะมีงานติดต่อเข้ามาเยอะ พิธีกรรายการโน้นนี้ มันทำให้เรากระวนกระวายใจ เหมือนกับว่าจะเอาดีหรือไม่ดี ถ้าทำจะมีเวลาให้ลูกไหม ตรงนี้ก็เป็นรายได้ของครอบครัวนะ พออ่านพระคัมภีร์ ในพระคัมภีร์บอกว่า อย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม จะเอาอะไรใช้ พระบิดาบนสวรรค์ รู้หมดแล้ว ว่าเราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่ต้องแสวงหาความชอบธรรม ของพระเจ้าก่อน และพระเจ้าจะเพิ่มเติม สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นให้เอง ก็ทำให้พี่รู้สึกเฉยๆ ดีกว่า ถึงค่าจัดดีเจ จะไม่ได้มากอะไร แต่เรามีความสุข ที่ได้พูดออกไมค์ โดยไม่มีใครมาบังคับเรา หรือถ้ามีเกมโชว์ติดต่อมา ให้เราไปเป็นพิธีกร เรารู้สึกว่าสบายใจ ที่จะตอบปฏิเสธไปได้ โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่า เสียดายเงินจังเลย ถ้าทำอย่างนี้ เดือนนี้จะได้เท่านี้ๆ ไม่มีเลย รู้สึกว่า พระเจ้าน่ารักนะ ทำให้เราไม่มีความกังวลอะไร คือเชื่อฟังพระเจ้าแล้วจบ แล้วก็ประทับใจ เวลาที่ลูกไม่สบาย ลูกปวดท้องตามประสาเด็กๆ น่ะ แต่เมื่อเราอธิษฐาน กับพระเจ้าแล้ว สถานการณ์ก็คลี่คลาย ไปในทางที่ดี หรือเวลาที่พี่ตั้ว ทำละครแล้วมีปัญหา พี่ตั้วก็จะพูดว่า อธิษฐานเผื่อด้วยนะ เราก็มีความรู้สึกว่า เขาบอกว่าเขาเป็นพุทธ แต่เขาให้เราอธิษฐานเผื่อ เรารู้สึกว่า พระเจ้าน่ารักจริงๆ พระเจ้าไม่ได้แบ่งแยก ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า มีคนมารับผิดชอบชีวิตของเรา เราไม่ต้องดิ้นรน อย่างลูกพี่เปิ้ล พี่ก็ฝากไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ขอพระเจ้าคุ้มครองเขา เวลาไปโบสถ์ และได้เปล่งเสียง โมทนาพระคุณพระเจ้าแล้ว รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ เมื่อก่อนที่เคยสวดชินบัญชรทุกคืนเลย ท่องได้หมด แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร รู้แต่คนเขาบอกว่าฉันเก่ง ฉันท่องได้ แต่พอเรามาอธิษฐาน แล้วเรารู้สึกว่า เราได้พูดเองเป็นคำพูดที่พระเจ้ากับเราเข้าใจ"

พี่เปิ้ลอยากจะฝากอะไรถึงวัยรุ่น ในเรื่องของทัศนคติและการดำเนินชีวิตบ้าง

      "ก็ต้องบอกว่า จริงๆ เขาควรแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด คือ การรู้จักพระเจ้า ถ้าเขามารู้จักพระเจ้าแล้ว มาตรฐานของเขาจะเปลี่ยนไปเลยจริงๆ เรารู้ว่า อะไรที่เขาควรทำ แล้วสิ่งนั้น เขาจะได้มาเอง พี่เชื่ออย่างนั้น เพราะว่ามีหลายครั้ง ที่พี่อธิษฐาน แล้วพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของพี่ อาจจะตอบไม่หมดทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า พระเจ้ากำลังทำงานอยู่ พระเจ้ากำลังดำเนินเรื่องอยู่ เรารู้เลย มันสัมผัสได้ วัยรุ่นเป็นวัยที่มีคุณค่า และมีประโยชน์มากต่ออนาคตของชาติ จริงๆ แล้ว เราไม่รู้ว่า ชีวิตของเรา จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งพี่ก็เชื่อว่า ชีวิตของแต่ละคน ถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะต้องเจอกับอะไร แต่สิ่งหนึ่ง ที่เราสามารถจะทำให้ชีวิตของเรา มีคุณค่าได้ ไม่ว่าเรา จะเจอกับอะไรก็ตาม ก็คือ เราได้วางใจในพระเจ้า วัยรุ่นอาจจะเจอปัญหา เรื่องเรียน ปัญหาครอบครัว ปัญหาเรื่องเพื่อน หรือปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถ้าวัยรุ่น รู้จักวางใจพระเจ้า ปัญหาหรือความทุกข์ใจของเขา ก็จะสามารถแก้ไขได้ ทั้งๆ ที่ปัญหาบางอย่าง เราอาจจะแก้ไขได้ โดยกำลังของเราได้บ้าง แต่บางปัญหา เราก็แก้ไม่ได้เลย แต่ถ้าเราขอสติปัญญา จากพระเจ้า ในการแก้ปัญหา พระเจ้าก็จะช่วยเรา ตรงนี้ได้ แล้วมันก็เป็นทางรอด ของหลายๆ คน ที่เชื่อในพระเจ้ามาแล้ว อย่างคนที่ติดยา หรือมีปัญหาทำผิดเรื่องเพศ ตรงนี้แหละ เป็นเรื่องที่เรา สามารถจะขอความช่วยเหลือ จากพระเจ้าได้ และพี่ก็เชื่อแน่ว่า พระเจ้ามีกำลังมากมาย ที่จะช่วยเราได้ พี่อยากบอกวัยรุ่นว่า มันเป็นสิ่งดีงามมากเลย ที่จะแสวงหา และมารู้จักพระเจ้า เพราะจริงๆ หนทางของเขา ยังอีกยาวไกล ถ้าเขาได้รู้จักพระเจ้า เขาก็ไปในทิศทาง ที่ควรจะไป ไม่ใช่ไปในทางที่เลือกเอง แล้วและก็ไม่รู้ว่า จะไปทางไหนต่อ หรือถ้าเขาเคยทำสิ่งใด ที่มันอาจทำร้ายจิตใจ ของตัวเอง หรือพ่อแม่ หรือคนรอบๆ ข้าง เขาสามารถจะชำระล้าง สิ่งไม่ดีออกไป ได้โดยพระเยซูคริสต์ แต่เขาจะชำระล้างไม่ได้ ถ้าเขายังไม่ได้ต้อนรับ พระเยซูคริสต์ มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ถ้าเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ ก็ช่วยเขาชำระล้าง ความผิดบาป หรือสิ่งไม่ดีออกไป จากใจได้ พี่คิดว่า นี่แหละ คือการใช้ชีวิต แบบที่ได้พระเยซูคริสต์ เข้ามาในชีวิตของเราจริงๆ"


ทราบว่าจบการศึกษาจากต่างประเทศ ที่ไหนค่ะ?
หัทยา : จากประเทศอังกฤษ ทางด้านกราฟฟิค ดีไซน์ ในระดับปริญญาตรี

ชีวิตเมื่ออยู่ที่ประเทศอังกฤษมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไรบ้าง?
หัทยา : ตอนที่ไปอยู่อังกฤษ อยู่โรงเรียนประจำ ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ มีการให้นมัสการตอนเช้า ร้องเพลงอธิษฐาน ก่อนทานอาหาร ก่อนนอน ก็ให้อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน วันอาทิตย์ ก็ให้ไปโบสถ์ แต่ในตอนนั้น เปิ้ลเองไม่ได้สนใจ เรื่องพระเจ้ามากนัก เพราะเราเป็นคนต่างชาติ มีความกังวล เรื่องการปรับตัวในการเรียน รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย

เรียบจบ กลับมาเมืองไทยแล้ว ทำอะไรบ้าง เข้าสู่วงการแสดงเลยหรือเปล่า?
หัทยา : ทำงานในบริษัทโฆษณา อ่านสปอตโฆษณาโทรทัศน์-วิทยุ เป็นดีเจ พิธีกร และเล่นละคนบ้าง

มีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับงานด้านการแสดง
หัทยา : สนุกดี ได้ประสบการณ์ รู้จักคนเยอะเพื่อนเยอะ โดยเฉพาะงานดีเจ รายการวิทยุ ทำให้รับรู้ ถึงความทุกข์ความสุขของเพื่อนมนุษย์ เพราะจะมีหลายคน ที่โทรมาคุยกับทางรายการ บางคนมีความทุกข์ใจ เปิ้ลเองเท่าที่ทำได้คือ หนุนใจด้วยพระวจนะของพระเจ้า โดยเอามาจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์บางตอน เพื่อหนุนใจ คนที่กำลังทุกข์ใจ เช่น พระเจ้าเป็นความรัก พระเจ้าเป็นความสว่าง ให้เราอยู่กันด้วยความรักเป็นต้น

ช่วยเล่าถึงการมาเชื่อพระเจ้าว่าเชื่อเพราะอะไร?
หัทยา : หลังจากที่เปิ้ลแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็ให้เวลากับลูกมาก ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ทั้งหนังสือแปล และหนังสืออื่นๆ เพื่อนให้มาบ้าง ซื้อเองบ้าง เป็นหนังสือ เกี่ยวกับแนะนำการเลี้ยงลูก มีหนังสือชื่อ "กล้าฝึกวินัยให้ลูกรัก" ของ ดร.เจมส์ ด็อบสัน ในคำแนะนำเหล่านั้น มักจะยกข้อพระคัมภีร์ ซึ่งคัดมาจาก บางตอนในพระคัมภีร์ เช่น "จงสอนลูกในทางที่ควรจะเดินไป" อ่านในตอนแรก ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร ทำให้อยากอ่านพระคัมภีร์ จึงได้มาที่สมาคมพระคริสตธรรมไทย เพื่อซื้อพระคัมภีร์ เมื่อซื้อพระคัมภีร์มาแล้ว ก็ได้อ่าน และรู้สึกว่า มีความจริงหลายอย่าง ที่อยู่ในพระคัมภีร์ จึงหวนกลับมาดู หนังสือหลายๆ เล่ม ที่พี่ปุ๊เคยให้ไว้ ทำให้เข้าใจ น้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้น ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งติดตามอยากค้นหาตอนต่อไป พระวจนะของพระเจ้า ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น เมื่อมีความโกรธ ความอาฆาตแค้น พอได้อ่านพระคัมภีร์ จะรุ้สึกสงบลง เพราะได้รับการเตือน จากพระเจ้า รู้สึกสบายใจ และในพระคัมภีร์ ยังมีการสอนถึงการเลื้ยงลูก ก่อนนอนให้อธิษฐาน วันอาทิตย์ได้ไปโบสถ์ เปิ้ลมีความสุขมาก ที่ได้ไปโบสถ์

ได้ยินว่าชีวิตของคุณอัญชลี จงคดีกิจ ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้คุณเปิ้ล มาสนใจเรื่องพระเจ้า
หัทยา : พี่ปุ๊รู้จักกัน ในฐานะเพื่อนในวงการเดียวกัน สนิทกันพอสมควร พี่ปุ๊เป็นรุ่นพี่ที่น่ารัก แต่ส่วนตัว อย่างที่เราทราบๆ กันดี เขาเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ อยากเป็นอะไรเป็น ไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ ตั้งแต่พี่ปุ๊ ได้รู้จักกับพระเจ้า ชีวิตพี่ปุ๊ เปลี่ยนแปลงไปมาก สุขุม ใจเย็นขึ้น ไปแต่โบสถ์ เพื่อรับใจพระเจ้า พี่ปุ๊บอกว่า พระเจ้าคือผู้ที่ เค้าจะฝากชีวิต และถวายชีวิต ให้เขาสัตย์ซื่อ ต่อพระเจ้ามาก พี่ปุ๊เอง มีส่วนในการแบ่งปัน เรื่องพระเจ้าให้แก่เปิ้ล สอนเปิ้ล หนุนใจเปิ้ลด้วย

การเป็นคริสเตียน มีอุปสรรคอะไรกับอาชีพที่ทำอยู่ไหม?
หัทยา : ไม่มี เป็นการดีด้วยซ้ำ เมื่อเป็นดีเจ เวลาที่จัดรายการออกอากาศ จะได้ใช้พระวจนะของพระเจ้า หนุนใจคนฟังด้วย

คุณศรัณยู รู้สึกอย่างไรบ้าง กับการที่คุณเปิ้ลมาเป็นคริสเตียน?
หัทยา : ก็ไม่ว่าอะไร เพราะพี่ตั้วเองเคยเรียนโรงเรียนคริสต์ เขาบอกเขา ก็เชื่อในพระเจ้า แต่ยังไม่มีโอกาสไปโบสถ์ บางครั้งพี่ตั้ว ก็จะฝากให้เปิ้ลอธิษฐานเผื่อด้วย

ไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรไหน? ใครชวนไป?
หัทยา : คริสจักรมหาพร สุขุมวิทซอย 10 พี่ปุ๊ชวนไป

อยากบอก หรือหนุนใจคนทั่วไปอย่างไรบ้าง?
หัทยา : เราต้องยอมรับว่า คนเราทุกคนเป็นคนบาป ทั้งๆ ที่จริงแล้ว อยากจะเป็นคนดี เป็นคนบริสุทธิ์ แต่เราเอง ก็มีกิเลสมีตัณหา เพราะเรายึดมั่น ในร่างกาย ฝ่ายเนื้อหนัง มากกว่าจิตวิญญาณ ฉะนั้น เราต้องชำระล้าง ความบาปของเรา เราต้องเชื่อ ในพระเยซูคริสต์เจ้า เพื่อพระองค์ จะทรงไถ่บาปเรา และให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้ชีวิตเรา เหมือนกับพระองค์มากขึ้น โดยการเชื่อฟัง ในคำสอนของพระองค์ หมั่นศึกษา อ่านพระคัมภีร์ เพื่อเราจะไม่ขาดสิ่งดี

ช่วยแบ่งปันข้พระคัมภีร์ที่ประทับใจ?
หัทยา : ใน สุภาษิต 31:30-31 "เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็เปล่าประโยชน์ แต่สตรีที่ยำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ จงให้เธอ รับผลแห่งน้ำมือของเธอ และให้การงานของเธอ สรรเสริญเธอที่ประตูเมือง"
โรม 13:8 "อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน
เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้าน ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ ครบถ้วนแล้ว
"

จากหนังสือ "Real Life Real Connections", Campus Crusade for Christ   


ส่งต่อเข้าเมลล์
ส่งต่อ
พิมพ์ออกกระดาษ
พิมพ์
ร่วมด้วย ช่วยโวต
โหวต
เก็บเข้าคลังส่วนตัว
เก็บ

Copyright © 2005 by GOD. Created by Web Inspirer. | Hosted by Maxx.me / คริสเตียน.net Back to Top